วันศุกร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กลุ่มฟื้นฟูอิสลาม ญามาอะฮฺดะอฺวะฮฺตับลีฆ

กำเนิดญามาอะฮฺดะอฺวะฮฺตับลีฆ

หลังจากอาณาจักรโมกุล(Moghul) ล่มสลาย ใน ค.ศ. 1857 โลกอิสลามที่เคยรุ่งเรืองในอินเดียก็ตกต่ำลง ภายใต้การปกครองของอังกฤษมหาอำนาจจากตะวันตก อารยธรรมของชาวตะวันออกนั้นเอกลัษณ์อันโดดเด่นก็คือในเรื่องของจิตวิญญาณ เมื่ออังกฤษได้เข้ามาปกครองอินเดีย ได้นำเอาวัตนธรรมตะวันตก เทคโนโลยี วัตถุนิยม โลกียะ เข้ามาทำลายล้าง อารยธรรมอินเดีย อารยธรรมอิสลาม นอกจากนั้น พวกมิชชันนารีคริสเตียนก็ได้เข้ามาชักชวนให้ชาวอินเดียเข้ารับศาสนา คริสต สภาพสังคมในยุคนั้นจึงเกิดการปั่นป่วนและขัดแย้งกันระหว่าง 2 วัตนธรรม มุสลิมในอินเดียจึงได้มีกลุ่มขบวนการทั้งที่ต่อต้านมหาอำนาจจากตะวันตก และก็มีกลุ่มที่สนับสนุนมหาอำนาจจากตะวันตกเหมือนกัน (กลุ่มที่สนับสนุนและรับใช้ตะวันตกเช่น ลัทธิก็อดยานีย์ ก่อตั้งโดย มิรซา ฆุลาม อะฮฺมัด ที่อ้างว่าตนเป็นนบี และอีหม่ามมะฮฺดี คําสอนที่สําคัญคือการยกเลิกการญิฮาด เพี่อทําลายขบวนการที่ต่อต้านตะวันตก ) ความเสื่อมโทรมได้ครอบงำอินเดีย มุสลิมได้เหินห่างจากหลักการอิสลาม ขาดจริยธรรม นั่นคือสภาพสังคมในยุคนั้น
จุดเริ่มต้นญามาอะฮฺตับลีฆมาจาก เมาลานาอิสมาอีล ผู้เป็นพ่อของเมาลานา อิลยาส พำนักอยู่ที่นีซอมุดดีนอย่างสันโดษ อยู่ในบ้านบนกำแพงแดงใกล้กับมัสยิดบังเลอวาลี (Banglewali) ได้ตั้งโรงเรียนสอนศาสนาแห่งมัสยิดบังเลอวาลีขึ้น ได้นำชาวเมวัตมาเรียนศาสนา แล้วส่งกลับไปเมวัตเพื่อให้คนเหล่านั้นกลับไปฟื้นฟูศาสนา เมาลานาอิลยาส ก็เห็นด้วยกับวิธีการของเมาลานาอิสมาอีล จึงสืบทอดเจตนารมณ์เดินทางไปเมวัต ได้สร้างโรงเรียนสอนศาสนาขึ้นในเมวัตหลายแห่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมาลานาอิลยาสยังไม่พอใจเท่าที่ควร เพราะเป็นการยากที่จะให้ชาวชนบทมาเข้าเรียนในโรงเรียนสอนศาสนากันทุกคน และโรงเรียนสอนศาสนายังไม่เป็นอิสระต่อสภาพแวดล้อม
หลังจากกลับจากฮัจย์ครั้งที่ 2 เมาลานาอิลยาสจึงเริ่มงานตับลีฆโดยการปลุกเร้าให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นญามาอะฮฺ และจัดญามาอะฮฺออกเดินทางสู่ชนบทในชุมชนชาวเมวัต เชิญชวนให้ผู้คนปฏิบัตตามคำสอนพื้นฐานของอิสลามคือ สอนกาลีมะฮฺและสอนการละหมาด และเชิญชวนผู้คนให้ให้ทำงานดะวะฮฺตับลีฆ นั่นคือจุดเริ่มต้นของญามาอะฮฺตับลีฆ
เมาลานามูฮัมมัด ซะกะรียากล่าวในหนังสือฟะฎออิลอะมาล (Fadail al-A‘mal คุณค่าของอาม้าล) (... : 374) ซึ่งเป็นหนังสือหลักของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ ว่า “‘งานตับลีฆที่ได้เริ่มขึ้นโดยคุณลุงผู้เป็นที่เคารพคือ ท่านเมาลานา มุฮัมมัด อิลยาส คันดะฮฺลาวีย ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานเผยแพร่ศาสนาอันพิเศษยิ่งนี้และงานของท่านนั้นได้แผ่ขยายออกไป มิใช่เฉพาะในประเทศอินเดียเท่านั้น แต่ยังได้แผ่ขยายเข้าไปในฮิยาซ (ซาอุดิอารเบีย) เช่นกัน ผู้คนที่มาจากทั่วทุกภาคของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเมวัต และที่มาจากต่างประเทศเช่นกัน ย่อมได้รับผลประโยชน์จากงานชิ้นนี้
คำกล่าวของเวีย (Veer, 1992 : 552) ว่ากลุ่มตับลีฆเป็นชื่อของขบวนการปฏิรูป ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย ฮัดรัต เมาลานา มุฮัมมัด อิลยาส (..1885-1944) และประสบผลสำเร็จในการรณรงค์เพื่อปรับปรุงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอิสลามและความประพฤติของชุมชนมุสลิมเขตเมวัต ใกล้เดลลีในปี .. 1934 อิลยาสได้จัดตั้งสำนักงานใหญ่ที่มัสยิดและโรงเรียนที่ท่านบิดาเคยรับใช้ ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่อันสำคัญและมีชื่อเสียงของซูฟีที่มีชื่อว่า นิซามุดดีน เดลลี
ส่วนอัลฮัฟนียฺ (al-Hafni, 1993 : 148) กล่าวว่ากลุ่มดะวะฮฺตับลีฆถือกำเนิดขึ้นในประเทศอินเดีย จัดตั้งขึ้นโดย เชค มุฮัมมัด อิลยาส คันดะฮฺลาวียฺ (.. 1303-1363) กับบุตรชายของเขาที่มีนามว่า เชค มุฮัมมัด ยูซุฟ คันดะฮฺลาวียฺ
ข้อความทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า กลุ่มดะวะฮฺตับลีฆเป็นขบวนการฟื้นฟูการดะวะฮฺของท่านศาสนทูตมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เพื่อปฏิรูปสังคมมุสลิม ก่อตั้งโดยมุสลิมชาวอินเดียชื่อว่า อิลยาส คันดะฮฺลาวียฺ ตามด้วยบุตรชายของท่านที่ชื่อว่า มุฮัมมัด ยูซุฟ คันดะฮฺลาวียฺ ซึ่งประสบผลสำเร็จในปี 1934 และได้แพร่หลายในและนอกประเทศอินเดีย

ผู้ก่อตั้งและผู้นำกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆที่สำคัญ

1- เชค มุฮัมมัด อิลยาส อัลคันดะฮฺลาวียฺ
เชค มุฮัมมัด อิลยาส อัลคันดะฮฺลาวียหรือที่เรียกสั้นๆว่า เมาลานา อิลยาส บุตรเมาลานา อิสมาอีล บุตร กุลามฮุเซ็น บุตร ฮากิมการีมบากช์ บุตร หะกีมฆุลามมุดฮุดดีน บุตร มุลวีมุฮัมมัด ซาญิด บุตรมุลวีมุฮัมมัด ฟาอิซ บุตรมุลวีมุฮัมมัดซารีฟ บุตรมุลวีอัชรอฟ บุตร เชคญะมาลมุฮัมมัด ชาหฺ บุตร บาบันชาห์ บุตร เชคมุฮียุดดีน ชาหฺ บุตรมุลวีมุฮัมมัดเชค บุตร เชคมุฮัมมัด ฟาซิล บุตร เชคกุตุบชาหฺ เกิดในปี ..1303-1364 / .. 1885-1944 เป็นผู้สถาปนากลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ เกิดใน ครอบครัวซูฟีที่หมู่บ้านคันดะฮฺลา (Kandhla) เขตมูซัฟฟัรนากอฮฺ (Muzaffarnagah) ประเทศอินเดีย เป็นบุตรคนที่ 2 และเป็นบุตรสุดท้องของมุฮัมมัด อิสมาอิล (..1335/..1917) กับภรรยาคนที่ 2 ที่มีนามว่าศอเฟียผู้จดจำคัมภีร์กุรอานได้ทั้งหมด (al-Nadawi, 1990 : 9-10, W.Troll, n.d. : 139)
ในช่วงวัยเด็กท่านใช้ชีวิตอยู่กับปู่ทางฝ่ายมารดาของท่านที่ตำบลคันดะฮฺลาและกับบิดาของท่านที่นิซามุดดีน ในช่วงเวลานั้นตำบลคันดะฮฺลาเป็นตำบลที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการศึกษาศาสนา เด็กชายอิลยาสเติบโตขึ้นในชุมชนสองแห่งนี้ (มุสลิมไทมส์ ฉบับเดือนพฤษจิกายน, 2541 : 31)
<!--[if !vml]--><!--[endif]-->          ครูของท่านเชคเมาลานา มุฮัมมัด อิลยาส อัลคันดะฮฺลาวียฺ เมาลานาอิลยาส เริ่มการศึกษาของท่านในโรงเรียนเล็กๆและตามธรรมเนียมของ ครอบครัวคือการเรียนท่องจำอัลกุรอานที่คันดะฮฺลา การเรียนท่องจำอัลกุรอานเป็นเรื่องปกติของครอบครัวและเป็นประเพณีที่สืบต่อมาของมุสลิมอินเดีย ท่านได้ศึกษากับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านในสมัยนั้น  เช่น เชค มุฮัมมัด ยะฮฺยา ปี .. 1315/.. 1897  เชค รอชีด อะฮฺมัด อัล แกนโกฮี  เมาลานา มะฮฺมูด หะซัน  เมาลานา คอลีล อะฮฺมัด ซะฮะรันปูรี  เชค อับดุลราฮีม อัลรออีย และ เชค อัซรอฟ อะลี อัลตะฮานะวีย



2 เชค มุฮัมมัด ยูซุฟ อัลคันดะฮฺลาวีย
เชค มุฮัมมัด ยูซุฟ อัลคันดะฮฺลาวียฺ (Shaykh Muhammad Yusuf ..1335 /1385..1917-1965) เป็นบุตรชายของเชค มุฮัมมัด อิลยาส และเป็นผู้สืบตำแหน่งแทน เกิดที่ดะฮฺลา สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนดารุลอุลูมแห่งดิวบาน ท่านได้เขียนหนังสือ ฮะยาตอัลเศาะฮาบะฮฺ (Hayat al-Sahabah) ท่านสิ้นชีวิตที่ลาโฮรฺ (Lahore) ฝังศพที่นิซามุดดีน ใกล้กับสุสานของท่านเชค มุฮัมมัด อิลยาส มีบุตรคนเดียวมีนามว่า มุฮัมมัด ฮารูน เป็นบุคคลหนึ่งที่ติดตามในแนวทางของท่าน (al – Nadwah al ‘Alamiyyah li Shabab al–Islami, 1989 : 93)
ในวันที่ 12 กรกฎาคม เมาลานาอิลยาสถามเมาลานา ซะกะรียา เมาลานาอับดุลกอดีร ไรปูรี และเมาลานาซอฟารอะหฺมัดว่า บุคคลเหล่านี้ท่านไว้วางใจผู้ใดมากที่สุด คือ ฮาฟิซมัดบู้ล หะซัน กอฎี ดาวูด มุลลีเอี๊ยะติฮามุ้ลหะซัน มุลวีมุฮัมมัดยูซุฟ อีนามุ้ลหะซันและมุลวีไซยิดราซ่า หะสัน และควรแนะนำประชาชนให้คำมั่นกับคนใดคนหนึ่งที่พวกท่านเห็นว่าเหมาะสมที่สุด บรรดาผู้อาวุโสเหล่านี้ได้ปรึกษากันแล้วและบอกกับเมาลานาอิลยาสว่าพวกเขาเห็นว่า เมาลานายูซุฟเหมาะสมที่สุดด้วยประการทั้งปวง ท่านมีความแตกฉานในบทบัญญัติศาสนา เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา เป็นผู้เคร่งครัดศาสนา เมาลานาอิลยาสกล่าวว่าหากท่านเลือกเช่นนั้นพระเจ้าจะประทานความเป็นศิริมงคลให้แต่ก่อน ข้าพเจ้ากลุ้มใจและหวั่นใจมาก ท่านกล่าวเสริมว่า แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าสบายใจแล้ว และหากพระเจ้าประสงค์งานตับลีฆก็ยังคงดำเนินต่อไปหลังจากข้าพเจ้าจากไปแล้วหลังจากนั้นท่านก็เรียกหาเมาลานายูซุฟว่าให้เข้ามาใกล้ๆฉัน ให้ฉันได้กอดท่าน ฉันกำลังจะจากไป (เมาลานา อบุล หะซัน อัน-นัดวี, 2542 : 102)
พิธีการสืบทอดภาระหน้าที่ของเมาลานายูซุฟจัดขึ้นในตอนเช้า ท่ามกลางน้ำตาแห่งความเศร้าโศก ผ้าโพกศีรษะของเมาลานาถูกนำมาโพกให้กับเมาลานายูซุฟ
<!--[if !vml]--><!--[endif]-->ภายใต้อามีร (ผู้นำ) ยูซูฟ ขบวนการนี้ก็ได้ขยายออกไปทั่วอินเดียและปากีสถานและยิ่งกว่านั้นขบวนการนี้ได้แพร่หลายในซาอุดีอาระเบีย อิรัก ซีเรีย จอร์เดน ตุรกี อังกฤษ ญี่ปุ่น และ อเมเริกา (W. Troll, n.d. : 142) ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่หลายของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ



3 เมาลานา อินอาม อัลหะซัน
เมาลานา เอนอามูลหะซัน (Maulana In‘amul Hasan) เป็นผู้นำคนที่ 3 ของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆซึ่งดำรงตำแหน่งหลังจากท่าน เชคมุฮัมมัด ยูซุฟ อัล คันดะฮฺลาวียเสียชีวิตในปี .. 1385/ ..1965 (al - Nadwah al ‘Alamiyyah li Shabab al - Islami, 1989 : 93) สมัยนี้เองกลุ่มดะวะฮฺ ตับลีฆก็เข้าสู่ประเทศไทยและมาเลเซียหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นสมัยที่กลุ่มดะวะฮฺตับลีฆได้แพร่หลายไปทั่วโลก

แนวคิดกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ
            กลุ่มดะอฺวะฮฺตับลีฆมีแนวคิดหลักหกประการหรือเรียกว่า (เออนัมปรีซิก) หมายถึงหลักหกประการ อีกทั้งยังมีกฎปฏิบัติที่ทุกคนต้องยึดถือและปฏิบัติฝึกฝนตนเองให้อยู่ในกฏระเบียบที่วางไว้ ซึ่งแนวคิดและกฎต่างๆมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

หลักหกประการของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ
1. หลักหกประการ
1.1 มั่นใจในคำปฏิญาณตน
1.2 ละหมาดที่มีสมาธิและนอบน้อม
1.3 ความรู้และการรำลึกถึงอัลลอฮฺ
1.4 ให้เกียรติและช่วยเหลือพี่น้องมุสลิม
1.5 บริสุทธิ์ใจ
1.6 เสียสละในหนทางของอัลลอฮฺ

กฏข้อปฏิบัติของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ
2. กฏข้อปฏิบัติและวินัย
2.1 สี่ประการที่ควรกระทำให้มาก
2.1.1 การชี้ชวน
2.1.2 การเรียนการสอน
2.1.3 การซิกิรฺและอิบาดะฮฺ (ปฏิบัติศาสนกิจ)
2.1.4 การบริการ
2.2 สี่ประการที่ควรระวัง
2.2.1 การเชื่อฟังหัวหน้า
2.2.2 มุ่งกิจกรรมส่วนรวมมากกว่าส่วนตน
2.2.3 อดทน อดกลั้น
2.2.4 ระวังเกียรติของมัสยิด
2.3 สี่ประการที่ควรลด
2.3.1 เวลาสำหรับรับประทานและดื่ม
2.3.2 เวลานอน
2.3.3 การพูดจาในเรื่องของโลก
2.3.4 การออกจากมัสยิด
2.4 สี่ประการที่ควรละเว้น
2.4.1 การหวังจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ
2.4.2 การขอจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ
2.4.3 การสุรุ่ยสุร่ายและเหลือเฟือ
2.4.4 การใช้ของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาต
2.5 สี่ประการที่ห้ามเกี่ยวข้อง
2.5.1 เรื่องข้อขัดแย้งทางศาสนา
2.5.2 เรื่องการเมืองในและต่างประเทศ
2.5.3 เรื่องฐานะและตำแหน่ง
2.5.4 เรื่องการขอบริจาคและการกระทำที่เสียเกียรติทางสังคม


ตารางกิจกรรมประจำกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ
กลุ่มดะวะฮฺตับลีฆจะจัดตารางกิจกรรมประจำของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆขณะพักอาศัยตามมัสยิดช่วงการเดินทางดังนี้
12.30-13.00 . ละหมาดฎุฮริ, บายานตะอารูฟ (แนะนำคณะ)
13.00-13.30 . รับประทานอาหาร
13.30-15.00 . พักผ่อน
15.00-15.45 . ตะลีม (เรียน) มูซากาเราะหฺ (อภิปราย, ชี้แจงเกี่ยวกับ) อาดับ
(หลักวินัย), ดูอา (การขอพร)
15.45-16.15 . ละหมาดอาซัร
16.15-16.45 . บายานฆัสต์ (บรรยายข้อปฏิบัติในการออกพบปะเชิญชวน)
16.45-18.00 . อิฟรอดีอามัล (ปฏิบัติศาสนกิจส่วนตัว)
18.00-18.30 . ออกฆัสต์ (ออกพบปะเชิญชวน)
18.30-20.00 . ละหมาดมัฆริบ บายาน (บรรยายธรรม)
20.00-20.30 . ละหมาดอีซา
20.30-21.00 . รับประทานอาหารค่ำ พักผ่อนและนอน
03.00-04.00 . ละหมาดตะฮัจจุด,ละหมาดวิติร, ละหมาดฮาจัด, ละหมาดเตาบะฮฺ
04.00-05.15 . อ่านกุรอาน, ซิกิรฺ
05.15-05.30 . ละหมาดซูโบะฮฺ
05.30-07.00 . บายาน กุลลียะฮฺซูโบะฮฺ, ละหมาดอิซรอค, ฎุฮา
07.00-08.00 . กัรกนซารี (รายงานผล)
08.00-09.30 . รับประทานอาหาร
09.30-10.30 . พักนอก
10.30-11.00 . ตะลีม, มูซากาเราะฮฺ, ฮัลเกาะฮฺอัลกุรอาน, อาดับ, อูซูล, ดูอา
11.00-12.00 . ภารกิจส่วนตัว (อาบน้ำ, ซักผ้า ฯลฯ)

เมื่อครบกำหนดเวลาออกแล้ว จะมีบายานตังโงะหรือวับซีก่อนจะเดินทางกลับบ้าน (โมหัมมัด อับดุลกาเดร์, ... )



ศูนย์การบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ
กลุ่มดะวะฮฺตับลีฆได้จัดตั้งศูนย์กลางการบริหารเป็นจำนวนมากแต่ผู้วิจัยขอนำเสนอเพียงที่สำคัญๆดังนี้
1. มัสยิดบังกเลอวาลี
มัสยิดบังกเลอวาลี (Banglewali) นิซามุดดีน (Nizammuddin) นิวเดลลี ประเทศอินเดียศูนย์กลางการบริหารระดับโลกของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ เป็นสถานที่ที่เมาลานาอิสมาอีลผู้เป็นบิดาของท่านเมาลานา มุฮัมมัด อิลยาส ผู้สถาปนากลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ เคยอยู่มาก่อน ที่มัสยิดแห่งนี้มี โรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่ง ซึ่งบิดาของท่านของท่านเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น เป็นโรงเรียนที่ให้การศึกษาระดับต้นและนักเรียนส่วนมากเป็นลูกหลานของชาวเมวาต ในสมัยของท่านเมาลานามุฮัมมัด อิลยาส สถานที่แห่งนี้ก็ได้จัดให้เป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆ
2. ไรวินด์
ไรวินด์ (Raiwind) ประเทศปากีสถาน ศูนย์นี้ได้จัดงานพบปะชุมนุมในเดือนพฤศจิกายนของทุกปีและมีผู้เข้าร่วมทั่วโลกกว่าหนึ่งล้านคน
3. ตุงงี
ตุงงี (Tungi) เมืองดักกา ประเทศ บังกลาเทศ ศูนย์นี้ได้จัดงานพบปะชุมนุมในเดือนมกราคมของทุกปีและมีผู้เข้าร่วมทั่วโลกกว่าหนึ่งล้านคน
4. มัสยิดมัรกาซี
มัสยิดมัรกาซี (Markazi) เดิมเป็นโบสถ์ของชาวยิว หลังจากกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆได้เข้าไปในประเทศอังกฤษในปี 1946 โบสถ์ดังกล่าวก็ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิดและเป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในกรุงลอนดอน
5. อเมริกา
จากการสำรวจการขยายตัวของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในอเมริกาในรอบ 35 ปี เริ่มตั้งแต่แรกเข้าไปของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในอเมริกาเมื่อปี .. 1952 จนถึง 1987 พบว่า กลุ่มดะวะฮฺตับลีฆได้ครอบครองมัสยิดในอเมริกาเป็นจำนวนทั้งหมด 25 มัสยิดด้วยกัน (Haddad and Lummis อ้างใน Metcalf, n.d. : 113)
6. มัสยิดอุมัร
มัสยิดอุมัร (Omar) เป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ศูนย์นี้ได้จัดตั้งขึ้นหลังจากกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆได้เข้าไปดำเนินงานในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในปี .. 1962

7. สมาคมและมัสยิดกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆแห่งประเทศเบลเยียม
สมาคมและมัสยิดกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆแห่งประเทศเบลเยียม สถาปนาอย่างเป็นทางการขึ้นในปี ..1975 โดยผู้นำกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆซึ่งเป็นชาวโมร็อคโค เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในประเทศเบลเยียม
8. ดิวส์เบอรี
โรงเรียนสอนศาสนาดิวส์เบอรี (Dewsbury) ในภาคตะวันตกของยอร์คไชร์ (West York shire) เป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในบริเตน ที่ได้จัดตั้งขึ้นในปี .. 1980 ศูนย์นี้ได้จัดงานพบปะชุมนุมในเดือนมิถุนายนของทุกปีและมีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนหลายพันคน
9. สถาบันการศึกษาอิสลามอัลรอซีด
สถาบันการศึกษาอิสลามอัลรอซีด (al–Rashid Islamic Institute) จัดตั้งขึ้นในปี .. 1987 ซึ่งมีมัสยิดโตรอนโต (Toronto) สถาบันนี้เป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในประเทศแคนาดา
10. มัสยิด อัลนูรมัรกัสยะลา
มัสยิด อัลนูรมัรกัสยะลา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เป็นศูนย์กลางการบริหารของกลุ่มดะวะฮฺตับลีฆในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มัสยิดนี้ได้จัดตั้งขึ้นในปี .. 2536


อ้างอิงจากเอกสารประกอบการสอนรายวิชานักคิดและกลุ่มฟื้นฟูอิสลาม
เรียบเรียงโดย อาจารย์อับดุลลาตีฟ การี อาจารย์ประจำคณะอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา