แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันหยุด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันหยุด แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ราชวงศ์และอาณาจักรในประวัติศาสตร์อิสลาม


ราชวงศ์และอาณาจักรในประวัติศาสตร์อิสลาม
1.ราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮ์ (اﻷُمَوِيُّوْنَ )

บรรดาค่อลีฟะฮฺมุสลิมจากวงศ์อุมัยยะฮฺ (بَنُوْأُمَيَّةَ ) มีอำนาจปกครองระหว่างปี ฮ.ศ.40-132 / คศ.661-750 , ค่อลีฟะฮฺ ท่านแรกคือ มุอาวียะฮฺ อิบนุ อบีซุฟยาน และคนสุดท้ายคือ ค่อลีฟะฮฺ มัรวานที่ 2, มีนครดามัสกัส เป็นราชธานี, พวกวงศ์อับบาซียะฮฺ สามารถปราบปรามราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺลงได้,

พวกอัลอุม่าวียะฮฺจึงย้ายฐานอำนาจของพวกตนไปยังอัลอันดะลุส (เอ็นดะลูเซีย, สเปน) และมีอำนาจปกครองในนครกุรฏุบะฮฺ (โคโดบาฮฺ) ในระหว่างปีฮ.ศ.138-422 / คศ.756-1031, มีอับดุรเราะฮฺมาน อัดดาคิลเป็นผู้ปกครองคนแรก, พวกกษัตริย์ในรัฐอิสระได้ประกาศยุบเลิกราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺแห่งนครโคโดบาฮฺ ในปี ฮ.ศ.422 / คศ.103

ราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺในแคว้นชาม (นครดามัสกัส)
1. มุอาวียะฮฺที่ 1 (ฮ.ศ.41 / คศ.661)
2. ยะซีดที่ 1 (ฮ.ศ.60 / คศ.680)
3. มุอาวียะฮฺที่ 2 (ฮ.ศ.64 / คศ.683)
4. มัรวานที่ 1 (ฮ.ศ.64 / คศ.683)
5. อับดุลม่าลิก (ฮ.ศ.65 / คศ.685)
6. อัลวะลีด (ฮ.ศ.86 / คศ.705)
7. สุลัยมาน (ฮ.ศ.96 / คศ.715)
8. อุมัรที่ 2 (ฮ.ศ.99 / คศ.717)
9. ยะซีดที่ 2 (ฮ.ศ.101 / คศ.720)
10. ฮิชาม (ฮ.ศ.105 / คศ.720)
11. อัลวะลีดที่ 2 (ฮ.ศ.125 / คศ.743)
12. ยะซีดที่ 3 (ฮ.ศ.126 / คศ.744)
13. อิบรอฮีม (ฮ.ศ.126 / คศ.744)
14. มัรวานที่ 2 (ฮ.ศ.127-132 / คศ.744-750)

ราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺในอัลอันดะลุส (นครโคโดบาฮฺ)
1. อับดุรเราะห์มานที่ 1 (อัดดาคิ) (ฮ.ศ.138-172/คศ.756-788)
2. ฮิชามที่ 1 (ฮ.ศ.172-180 / คศ.788-796)
3. อัลฮะกัมที่ 1 (ฮ.ศ.180-207 / คศ.796-822)
4. อับดุรเราะห์มานที่ 2 (ฮ.ศ.207-238 / คศ.822-852)
5. มุฮำมัดที่ 1 (ฮ.ศ.238-275 / คศ.852-886)
6. อัลมุนซิรฺ (ฮ.ศ.273-275 / คศ.886-888)
7. อับดุลเลาะห์ (ฮ.ศ.275-299 / คศ.888-912)


8. อับดุรเราะห์มานที่ 3 (อันนาซิร ลิ ดีนิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.299-350 / คศ.912-961)
9. อัลฮะกัมที่ 2 (อัลมุสตันซิร บิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.350-365 / คศ.961-976)
10. ฮิชามที่ 2 (อัลมุ่อัยยิด บิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.366-399 / คศ.976/1009)
11. มุฮำมัดที่ 2 (อัลมะฮฺดีย์) (ฮ.ศ.399
12. สุลัยมาน (อัลมุสตะอีน บิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.399-403 / คศ.1009-1013)
13. อับดุรเราะห์มานที่ 4 (อัลมุรฺตะฎอ) (ฮ.ศ.408 / คศ.1018)
14. อับดุรเราะห์มานที่ 5 (อัลมุสตัซฺฮิรฺ บิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.414 / คศ.1023-1024)
15. มุฮำมัดที่ 3 (อัลมุสตักฟี บิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.414-416 / คศ.1023-1025)
16. ฮิชามที่ 3 (อัลมุอฺตะมัด บิลลาฮฺ) (ฮ.ศ.420-422 / คศ.1029-1031)

2.ราชวงศ์อัลอับบาซียะฮฺ (اَلْعَبَّاسِِِِيُّوْنَ)

ราชวงศ์ที่สืบทอดการปกครองในระบอบคิลาฟะฮฺภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺในนครดามัสกัส, มีอำนาจอยู่ระหว่างปี ฮ.ศ.132-656 / คศ.750-1259, สืบเชื้อสายถึงท่านอัลอับบ๊าส ลุงของท่านศาสดามุฮำมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม), มีธงสีดำเป็นสัญลักษณ์, รัฐคิลาฟะฮฺแห่งอิสลามได้บรรลุถึงความเจริญสุดขีดในรัชสมัยของพวกอับบาซียะฮฺ,
การปฏิวัติลุกฮือของพวกอัลอับบาซียะฮฺได้เริ่มขึ้นในแคว้นคุรอซาน ภายใต้การนำของอบูมุสลิม อัลคุรอซานีย์หลังจากมีการเรียกร้องอย่างลับ ๆ อยู่ราวครึ่งศตวรรษ ในปี ฮ.ศ.130 / คศ.748 ค่อลีฟะฮฺท่านแรกของราชวงศ์คือ อบุลอับบ๊าส อัซฺซัฟฟาฮฺ ซึ่งถูกให้สัตยาบันในมัสญิดแห่งนครอัลกูฟะฮฺ และสามารถสร้างความปราชัยแก่พวกวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺ โดยค่อลีฟะฮฺมัรวานที่ 2 ค่อลีฟะฮฺคนสุดท้ายของราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺได้ถูกสังหาร และอับดุรเราะฮฺมาน อัดดาคิลสามารถหลบหนีไปยังแคว้นอัลอันดะลุส,

ต่อมาค่อลีฟะฮฺอัลมันซู๊รได้สืบอำนาจต่อจากอัซซัฟฟาฮฺ และปราบปรามการจลาจลวุ่นวายจนสามารถสร้างเสถียรภาพให้แก่ราชวงศ์อัลอับบาซียะฮฺ, ในเวลาต่อมา, ค่อลีฟะฮฺอัลมันซุ๊รได้สร้างนครแบกแดดขึ้นเป็นราชธานี
นครแบกแดดได้กลายเป็นนครแห่งอารยธรรมอันเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านวรรณกรรมและสรรพวิทยาตลอดช่วงระยะเวลาหลายศตวรรษในยุคกลาง, มีบรรดาค่อลีฟะฮฺที่เลื่องลือหลายท่าน อาทิเช่น ฮารูน อัรร่อชีดฺ ซึ่งต่างก็อุปถัมภ์บรรดานักปราชญ์ นักกวีเป็นจำนวนมาก
ต่อมาค่อลีฟะฮฺอัลมุอฺตะซิม บิลลาฮฺ ได้สร้างนครซามัรรออฺขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ในระหว่างปี คศ.836-892 จนกระทั่งคอลีฟะฮฺอัลมุอฺตะมิด บิลลาฮฺ ได้ย้ายราชธานีกลับมายังนครแบกแดดอีกครั้ง, ภายหลังการลอบสังหารค่อลีฟะฮฺอัลมุตะวักกิล บิลลาฮฺ ในปี ฮ.ศ.247 / คศ.861

พวกเติร์กที่เป็นแม่ทัพก็เข้ามามีอิทธิพลเหนือบรรดาค่อลีฟะฮฺตลอดช่วงเวลาราว 1 ศตวรรษ ทำให้อาณาจักรอัลอับบาซียะฮฺอ่อนแอลง และเป็นผลทำให้มีรัฐอิสระเกิดขึ้นเป็นอันมาก อาทิเช่น พวกฏูลูนียะฮฺ, พวกอัลอิคฺชีดียะฮฺ และพวกอัลฟาฏีมียะฮฺ ซึ่งซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ได้ยุบเลิกราชวงศ์ของพวกเขาลง, และพวกอัลฮัมดานียะฮฺในนครฮะลับ (อเล็ปโป),
ต่อมาในปี ฮ.ศ.334 / คศ.945 พวกอัลบุวัยฺฮียูนฺได้เข้ามายึดครองนครแบกแดดเอาไว้ ทำให้บรรดาค่อลีฟะฮฺในราชวงศ์อัลอับบาซียะฮฺกลายเป็นเครื่องเล่นของพวกเขา, ในปี ฮ.ศ.447 / คศ.1055 ตุฆรุ้ล เบก อัซซัลฺจูกีย์ได้เข้ายึดครองนครแบกแดดและประกาศการสิ้นสุดอำนาจของพวกอัลบูวัยฮียูน, พวกมองโกลได้รุกรานและเข้าทำลายนครแบกแดด โดยฮูลากูได้สังหารค่อลีฟะฮฺ อัลมุซตะอฺซิม บิลลาฮฺ ซึ่งทำให้ราชวงศ์อัลอับบาซียะฮฺสิ้นสุดลง
บรรดาค่อลีฟะฮฺในราชวงศ์อัลอับบาซียะฮฺ
1. อัซฺซัฟฺฟาฮฺ (ฮ.ศ.132/คศ.750)
2. อัลมันซูร (ฮ.ศ.136/คศ.754)
3. อัลมะฮฺดีย์ (ฮ.ศ.158/คศ.775)
4. อัลฮาดีย์ (ฮ.ศ.169/คศ.785)
5. ฮารูน อัรร่อชีด (ฮ.ศ.170/คศ.786)
6. อัลอะมีน (ฮ.ศ.193/คศ.809)
7. อัลมะอฺมูน (ฮ.ศ.198/คศ.813)
8. อัลมุอฺตะซิม (ฮ.ศ.218/คศ.833)
9. อัลฺวาซิก (ฮ.ศ.227/คศ.842)
10. อัลมุตะวักกิล (ฮ.ศ.232/คศ.847)
11. อัลมุนตะซิรฺ (ฮ.ศ.247/คศ.861)
12. อัลมุสตะอีน (ฮ.ศ.248/คศ.862)
13. อัลมุอฺตัซฺซุ (ฮ.ศ.252/คศ.866)
14. อัลมุฮฺตะดีย์ (ฮ.ศ.255/คศ.869)
15. อัลมุอฺตะมิด (ฮ.ศ.256/คศ.870)
16. อัลมุอฺตะฎิด (ฮ.ศ.279/คศ.892)
17. อัลมุกตะฟีย์ (ฮ.ศ.289/คศ.902)
18. อัลมุกตะดิรฺ (ฮ.ศ.295/คศ.908)
19. อัลกอฮิรฺ (ฮ.ศ.320/คศ.932)
20. อัรรอฎีย์ (ฮ.ศ.322/คศ.934)
21. อัลมุตตะกีย์ (ฮ.ศ.329/คศ.940)
22. อัลมุสตักฟีย์ (ฮ.ศ.333/คศ.944)
23. อัลมุฏีอฺ (ฮ.ศ.334/คศ.946)
24. อัฏฏออิอฺ (ฮ.ศ.363/คศ.974)
25. อัลกอดิรฺ (ฮ.ศ.381/คศ.991)
26. อัลกออิมฺ (ฮ.ศ.422/คศ.1031)
27. อัลมุกตะดีย์ (ฮ.ศ.467/คศ.1075)
28. อัลมุสตัซฮิรฺ (ฮ.ศ.487/คศ.1094)
29. อัลมุซตัรฺชิดฺ (ฮ.ศ.512/คศ.1118)
30. อัรรอชิดฺ (ฮ.ศ.529/คศ.1135)
31. อัลมุกตะฟีย์ (ฮ.ศ.530/คศ.1136)
32. อัลมุสตันญิด (ฮ.ศ.555/คศ.1160)
33. อัลมุซตะฎีอฺ (ฮ.ศ.566/คศ.1170)
34. อันนาซิรฺ (ฮ.ศ.575/คศ.1180)
35. อัซซอฮิรฺ (ฮ.ศ.622/คศ.1225)
36. อัลมุสตันซิรฺ (ฮ.ศ.623/คศ.1226)
37. อัลมุสตะอฺซิม (ฮ.ศ.640-656/คศ.1242-1258)

3.ราชวงศ์อัรฺรุสตุมียูน (اَلرُّسْتُمِيُّوْنَ)

(ปีฮ.ศ.144-296/คศ.761-908) อาณาจักรของพวกค่อวาริจญ์กลุ่มอัลอิบาฎียะฮฺ, สถาปนาโดยอับดุรเราะฮฺมาน อิบนุ รุสตุม ในแอฟริกาเหนือ, มีเมืองตาฮัรฺต์เป็นราชธานี

* เมืองตาฮัรฺต์ เป็นเมืองโบราณในแอลจีเรียและเคยเป็นราชธานีของพวกอัรรุสฺตุมียูน (คศ.761-908) ถูกพวกอัลฟาฏีมียะฮฺทำลายลงในปี คศ.911,ซากปรักหักพังของนครแห่งนี้อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองติยาร็อต
* พวกค่อวาริจญ์ (اَلْخَوَارِجُ ) กลุ่มลัทธิในอิสลามที่เก่าแก่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง พวกนี้ได้ก่อการกบฏต่อท่านค่อลีฟะฮฺอะลี อิบนุ อบีตอลิบ (ร.ฎ.) เนื่องจากท่านค่อลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ยอมรับการตัดสินภายหลังสมรภูมิซิฟฟีนฺ, พวกค่อวาริจญ์ได้ตั้งค่ายชุมนุมในตำบลฮะเรารออฺ ใกล้ ๆ กับนครอัลกูฟะฮฺ, ท่านค่อลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.) ได้ปราบปรามพวกค่อวาริจญ์ในเขตอันนะฮฺร่อวานฺ ใกล้กับนครแบกแดดจนพวกค่อวาริจญ์แตกพ่าย ต่อมาอิบนุ มัลญัมฺ หนึ่งจากพวกค่อวาริจญ์ก็ลอบสังหารท่านค่อลีฟะฮฺอะลี (ร.ฎ.),
ส่วนหนึ่งจากผู้นำที่โด่งดังของพวกค่อวาริจญ์คือ อัฎเฎาะฮฺฮ๊าก อิบนุ ก็อยฺซ อัชฺชัยฺบานีย์ และกอฏ่อรีย์ อิบนุ ฟุญาอะฮฺ พวกค่อวาริจญ์ได้แตกออกเป็นกลุ่มต่างๆ มากมาย ที่สำคัญได้แก่ พวกอัลอิบาฎียะฮฺ, อัลอะซาริเกาะฮฺ และอัซซุฟรียะฮฺ การเรียกร้องเชิญชวนของพวกค่อวาริจญ์ได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลายในหมู่ชนชาติเบอร์เบอร์ในแอฟริกา ส่วนหนึ่งมีอำนาจปกครองในเขตตะวันตกของโลกอิสลาม (แอฟริกาเหนือ) คือ พวกอัรรุสตุมี่ยูน ซึ่งเป็นกลุ่มอัล-อิบาฎียะฮฺ
* อัลอิบาฎียะฮฺ (اَلإِبَاضِيَّةُ ) เป็นกลุ่มหนึ่งจากพวกค่อวาริจญ์สืบถึงอับดุลลอฮฺ อิบนุ อิบ๊าฎ, พวกอัลอิบาฎียะฮฺได้ก่อการลุกฮือและกบฏต่อบรรดาค่อลีฟะฮฺอยู่หลายครั้ง ที่สำคัญคือ การลุกฮือของอับดุลลอฮฺ อิบนุ ยะฮฺยา ในปีฮ.ศ.129 / คศ.747,
พวกอัลอิบาฎียะฮฺได้แผ่อิทธิพลของพวกตนเหนือยะมันและแคว้นฮัฎร่อเมาวฺต์ และก่อการกบฏต่อพวกอับบาซียะฮฺในโอมาน ค่อลีฟะฮฺ อัซฺซัฟฟาฮฺได้ปราบปรามพวกนี้แต่ก็ไม่สามารถกำจัดขบวนการทางความคิดและจิตวิญญาณของพวกนี้ลงได้อย่างสิ้นซาก แนวความคิดของพวกอัลอิบาฎียะฮฺได้แพร่หลายในโอมาน, ซินซิบาร์ และแอฟริกาเหนือ ซึ่งกลายเป็นลัทธิหรือนิกายของชนชาติเบอร์เบอร์และสถาปนาอาณาจักรอัรรุสตุมียะฮฺขึ้นในเวลาต่อมา

4.อัลฺอิดฺรีซียะฮฺ (اَلإِدْرِيْسِيَّةُ)
อาณาจักรอิสลามของพวกชีอะฮฺในมอรอคโค, สถาปนาโดยอิดรีส อิบนุ อับดิลลาฮฺ, ได้แยกเป็นรัฐอิสระจากระบอบคิลาฟะฮฺแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺและมีอำนาจปกครองดินแดนตะวันตกไกล (อัลมัฆริบ อัลอักศอ) และติลมีซานฺ ในปี ฮ.ศ.172-363 / คศ.788-974) มีนครว่าลีลีย์เป็นราชธานี ต่อมาย้ายมายังนครฟ๊าสฺ พวกอับบาซียะฮฺและอะฆอลิบะฮฺได้ต่อสู้ขับเคี่ยวกับอาณาจักรอัลอิดฺรีซียะฮฺอยู่เนือง ๆ,
การแตกแยกภายในได้ทำให้อาณาจักรอัลอิดฺรีซียะฮฺอ่อนแอลงและตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกฟาฏีมียะฮฺ รัฐของพวกบะนู ฮัมมูดในอัลอันดะลุสก็สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรนี้และผลงานสำคัญของพวกอิดรีซียะฮฺก็คือ นครฟ๊าสฺ ซึ่งมีอาคารบ้านเรือนสวยงามโดยเฉพาะมัสญิดญามิอฺ อัลก่อร่อวียีน
* อิดรีส อิบนุ อับดิลลาฮฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.177/คศ.793) อิหม่ามในสายชีอะฮฺ, ผู้ก่อตั้งอาณาจักรอัลอิดรีซียะฮฺในมอรอคโค เคยก่อการกบฏต่อพวกอับบาซียะฮฺและหลบหนีออกจากแคว้นอัลฮิญาซฺพร้อมกับรอชิด บ่าวผู้รับใช้ภายหลังสมรภูมิฟัคฺคฺ (คศ.786) เดินทางผ่านอิยิปต์และไปถึงเขตตะวันตกไกล และลงพำนักในเมืองว่าลีลีย์ พวกชนเผ่าเบอร์เบอร์โดยเฉพาะก๊กเอาร่อบะฮฺได้ให้สัตยาบันแก่เขาและประกาศตั้งอาณาจักรอัลอิดรีซียะฮฺในปีคศ.788
กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลอิดรีซียะฮฺ
1. อิดรีส อิบนุ อับดิลลาฮฺ (คศ.788-793)
2. อิดรีสที่ 2 (คศ.802-828)
3. มุฮำมัด อิบนุ อิดรีสที่ 2 (คศ.828-835)
4. อะลีที่ 1 (คศ.835-849)
5. ยะฮฺยาที่ 1 (คศ.849-864)
6. ยะฮฺยาที่ 2 (คศ.864-874)
7. อะลีที่ 2 (คศ.874-883)
8. ยะฮฺยาที่ 3 (คศ.883-905)
9. ยะฮฺยาที่ 4 (คศ.905-922)
10. อัลหะซัน อัลหะญาม (คศ.922-925)
11. อัลกอซิม กันนูนฺ (คศ.937-948)
12. อบู อัลอัยฺช์ อิบนุ กันนูนฺ (คศ.948-959)
13. อัลหะซัน อิบนุ กันนูนฺ (คศ.959-985)

5.ราชวงศ์อัลอะฆอลิบะฮฺ (اَلأَغَالِبَةُ )
อัลอะฆอลิบะฮฺหรือบะนู อัลอัฆฺลับฺ (بَنُوْاَلأَغْلَبِ ) เป็นตระกูลของขุนนางที่มีอำนาจในแอฟริกาเหนือ ระหว่างปี ฮ.ศ.184-296 / คศ.800-909, มีนครอัลกอยฺร่อวาน เป็นราชธานี, สถาปนาโดยอิบรอฮีมที่ 1 อิบนุ อัลอัฆฺลับ ซึ่งเป็นข้าหลวงของค่อลีฟะฮฺฮารูน อัรร่อชีด, ส่วนหนึ่งจากกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ คือ อิบรอฮีมที่ 2 ซึ่งเข้ายึดครองซิซิลี (ซิกิลฺลียะฮฺ), มีซิยาดะตุลลอฮฺที่ 3 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์, พวกอะฆอลิบะฮฺถูกอบู อับดิลลาฮฺ อัชชีอีย์ (เป็นชาวชีอะฮฺ) ผู้เรียกร้องเชิญชวนของพวกฟาฏีมียะฮฺปราบปราม, พวกอะฆอลิบะฮฺมีกองเรือรบขนาดใหญ่ในยุคที่พวกเขาเรืองอำนาจ
* อิบรอฮีมที่ 1 อิบนุ อัลอัฆลับฺ (เสียชีวิต ฮ.ศ.196-คศ.812) ผู้สถาปนาอาณาจักรอัลอัฆละบียะฮฺในแอฟริกาเหนือ, ค่อลีฟะฮฺฮารูน อัรร่อชีด ได้เคยแต่งตั้งให้อิบรอฮีมปกครองแคว้นแอฟริกาในปีคศ.800, อิบรอฮีมได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งของตน และพวกเบอร์เบอร์ได้ยอมสวามิภักดิ์ต่ออิบรอฮีม, เป็นผู้สร้างเมืองอัลอับบาซียะฮฺและเมืองอัลก็อซฺร์ขึ้นใกล้ ๆ กับนครกอยร่อวาน

* อิบรอฮีมที่ 2 อิบนุ อัลอัฆลับฺ (เสียชีวิตฮ.ศ.289/คศ.902) เป็นกษัตริย์ที่เลื่องลือที่สุดในวงศ์อัลอัฆลับในแอฟริกาเหนือ, สืบทอดอำนาจต่อจากอบุลฆ่อรอฟีกฺ พี่ชายของเขาในปี คศ.875, มีอาการทางประสาทเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจนกระทั่งลุแก่อำนาจและสังหารผู้คนเป็นผักปลา, ค่อลีฟะฮฺ อัลมุอฺตะฎิด แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺจึงปลดอิบรอฮีมที่ 2 ออกจากอำนาจ, อิบรอฮีมที่ 2 จึงออกเดินทางไปยังเกาะซิซิลี (ทางตอนใต้ของอิตาลี) เพราะทำศึกและญิฮาด, เขาเสียชีวิตลงภายหลังการยึดครองเมืองซัรกูเซาะฮฺ (ซาราโกซ่า) ผลงานสำคัญของเขาคือ นครร็อกกอดะฮฺ ซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักร
* เกาะซิซิลี (ซิกิลลียะฮฺ) ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวอาหรับเป็นเวลา 263 ปี จนกระทั่งพ่ายแพ้ต่อพวกนอร์แมนด์ในปี คศ.1091
6.อาณาจักรอัฏฏอฮิรี่ยะฮฺ (اَلدَّوْلَةُ الطَّاهِرِيَّةُ )

อาณาจักรของวงศ์กษัตริย์ที่มีอำนาจปกครองในแคว้นคุรอซานในระหว่างปี ฮ.ศ.205-259/คศ.820-872, สถาปนาโดยตอฮิรฺ อิบนุ อัลฮุซัยน์ ซึ่งเป็นแม่ทัพคนหนึ่งของค่อลีฟะฮฺ อัลมะอฺมูนแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺ, ตอฮิร ผู้นี้ได้นำทัพเข้าปราบปรามการลุกฮือของพวกค่อวาริจญ์และแยกตนเป็นอิสระในการปกครองคุรอซานและถูกลอบสังหารในปี คศ.822 , ตอลฮะฮฺและอับดุลลอฮฺ บุตรชายทั้งสองของเขาได้สืบอำนาจต่อมา, อาณาจักรอัฏฏอฮิรียะฮฺถูกพวกอัซซอฟฟารียะฮฺ ปราปปรามลงในเวลาต่อมา

7. อาณาจักรอัซซอฟฟารียะฮฺ (اَلدَّوْلَةُ الصَّفَّارِيَّةُ )

อาณาจักรของวงศ์กษัตริย์ที่มีอำนาจปกครองในแคว้นคุรอซานในระหว่างปีฮ.ศ.254-289/คศ.868-902, ถูกสถาปนาขึ้นบนความล่มสลายของอาณาจักรอัฏฏอฮีรียะฮฺ โดยยะอฺกู๊บ อิบนุ อัลลัยซ์ อัซซ็อฟฟ๊าร, ในปี ฮ.ศ.262/คศ.876
ยะอฺกู๊บได้นำทัพบุกโจมตีนครแบกแดด แต่ถูกกองทัพของค่อลีฟะฮฺ อัลมุอฺตะมิดแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺ ภายใต้การนำของอัลมุวัฟฟัก พระอนุชาของค่อลีฟะฮฺสร้างความปราชัยในสมรภูมิดีรฺ อัลอากูล, ต่อมาอัมรฺ อิบนุ อัลลัยซ์ น้องชายของยะอฺกู๊บได้สืบทอดอำนาจต่อมาในปีคศ.879 และได้รับความโปรดปรานจากค่อลีฟะฮฺอัลมุอฺตะมิด และ อัลมุอฺตะฎิด แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺ, ต่อมาถูกอิสมาอีล อิบนุ อะฮฺมัด อัซซะมานีย์จับกุมและส่งมอบแก่ค่อลีฟะฮฺอัลมุอฺตะฎิด ซึ่งทรงสั่งให้ประหารชีวิตอัมรฺผู้นี้ เป็นอันสิ้นสุดอำนาจของพวกอัซซอฟฟารียะฮฺ

8.วงศ์อัซซามานี่ยูน (السَّامَانِيُّوْنَ )

วงศ์กษัตริย์เชื้อสายอิหร่านที่มีอำนาจปกครองในแคว้นคุรอซานและดินแดนเบื้องหลังแม่น้ำ (เอเชียกลาง) ในระหว่างปี ฮ.ศ.261-390/คศ.874-999 มีเชื้อสายสืบถึงซามาน คุดาฮฺ (เจ้าชายอิหร่านเป็นผู้นำในตระกูลซามาน เข้ารับอิสลามและได้รับการคุ้มครองจากอะสัด อิบนุ อับดิลลาฮฺ ผู้ครองแคว้นคุรอซานในรัชสมัยฮิชาม อิบนุ อับดิลม่าลิก ค่อลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺ)
หลานชายสี่คนของซามานคุดาฮฺ คือ นัวฮฺ, อะฮฺหมัด, ยะฮฺยาและอิลยาซได้กลายเป็นข้าหลวงของค่อลีฟะฮฺอัลมะอฺมูนแห่งอับบาซียะฮฺในการปกครองนครซะมัรกอนด์, ฟัรฆอนะฮฺ, ช๊าชและฮะรอต ตามลำดับ, ต่อมาอิสมาอีล อิบนุ อะฮฺมัดได้สร้างฐานอำนาจของวงศ์ซามานในระหว่างปีคศ.892-907 และสามารถปรามปรามพวกวงศ์อัซซอฟฟารียะฮฺลงได้, มีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด 9 องค์, มีอำนาจแผ่ครอบคลุมจดเขตแดนของอินเดียและตุรกีสถาน
กษัตริย์ที่เลื่องลือ คือ นัซรฺที่ 2, นัวฮฺที่ 1 และ 2, ในรัชสมัยของกษัตริย์ดังกล่าวมีความรุ่งเรืองทางอารยธรรม, นครบุคอรอ และซามัรกอนด์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งจากศูนย์กลางทางวิทยาการอิสลามที่เคียงคู่กับนครแบกแดด, วรรณกรรมของอิหร่านมีความตื่นตัวและได้รับการฟื้นฟูจนปรากฏชื่อของอัรรูดกีย์, อัลฟิรเดาซีย์ และ อิบนุ ซีนา,
พวกซามานียูนได้ใช้ทาสพวกเติร์กในการรับราชการจนพวกเติร์กมีอำนาจมากขึ้นและการบริหารราชการได้ตกไปอยู่ในกำมือของพวกเติร์กจวบจนอัลบฺ ตะกีน อัลฆอซนะวีย์ ได้แยกตนเป็นอิสระในการปกครองและปราบปรามพวกซามานียูนจนสิ้นอำนาจไปในที่สุด

9.พวกอัลฆอซฺนะวียูน (اَلْغَزْنَوِيُّوْنَ )

วงศ์กษัตริย์จากพวกทาสชาวเติร์กที่มีอำนาจปกครองเขตภาคตะวันออกของอิหร่าน และ อัฟกานิสถาน รวมถึงแคว้นปัญจาบในระหว่างปี ฮ.ศ.351-582/คศ.962-1187, สถาปนาโดยอัลบ์ ตะกีน ซึ่งเป็นข้าราชการในวงศ์ซามานียีน และสุบุกตะกีน บุตรเขยของอัลบ์ ตะกีน ได้สร้างฐานอำนาจอย่างมั่นคงต่อมา,
กษัตริย์ที่เลืองนามจากวงศ์กษัตริย์ คือ มะฮฺมูด อิบนุ สุบุกตะกีน (ยะมีน อัดเดาละฮฺ : คศ.970-1030 ; กษัตริย์องค์ที่ 3 ในวงศ์อัลฆอซฺนะวียีน (คศ.998) พิชิตนครบุคอรอและยึดครองอาณาเขตของพวกซามีนียีนในดินแดนเบื้องหลังแม่น้ำ (เอเชียกลาง) มีอำนาจแผ่ครอบคลุมถึงแคว้นปัญจาบและกุชราตฺ, อุปถัมภ์และฟื้นฟูวรรณกรรมและศิลปะวิทยาการ ในรัชสมัยของพระองค์ นักกวี อัลฟิรเดาซี่ได้ประพันธ์ชาฮฺนาเม่ฮฺ) มีนครฆอซนะฮฺเป็นราชธานี และพวกอัลฆอซฺนะวียูนได้สร้างเมืองลาฮอร์ ขึ้นเป็นเมืองเอกของแคว้นปัญจาบ, ต่อมาพวกอัลฆูรียูนได้ปราบปรามพวกอัลฆอซฺนะวียีนจนหมดอำนาจ

10.วงศ์อัลฆูรียูน (اَلْغُوْرِيُّوْنَ )

วงศ์กษัตริย์มุสลิมที่มีอำนาจปกครองในอัฟกานิสถานระหว่างปี ฮ.ศ.543-612/คศ.1148-1215, สืบทอดอำนาจต่อจากพวกอัลฆอซฺนะวียีนในอินเดีย, อาณาจักรอิสระของพวกอัลฆูรียูนถือกำเนิดขึ้นในเขตฆูรฺ ซึ่งเต็มไปด้วยขุนเขาระหว่างเมืองฮะรอตและฆอซฺนะฮฺ, มีนครฟัยรู๊ซฺกูฮฺ เป็นราชธานี, สถาปนาโดยซัยฟุดเดาละฮฺ และยึดครองนครฆอซนะฮฺได้สำเร็จ, ในปีคศ.1149
ซัยฟุดเดาละฮฺถูกบะฮฺรอมชาฮฺแห่งวงศ์ฆอซฺนะวีย์สังหารอะลาลุดดีน อัลฆูรีย์ จึงแก้แค้นด้วยการเผานครฆอซฺนะฮฺ, กษัตริย์องค์สุดท้ายของวงศ์ฆูรีย์ คือ มุอิซซุดดีน มุฮำมัด ซึ่งถูกคุวาริซฺม์ ชาฮฺ ปราบปราม, ต่อมากุตุบุดดีน อัยบัก อดีตทาสของวงศ์ฆูรีย์ได้สถาปนาวงศ์ทาส (ม่ามาลีก) เชื้อสายเติร์กขึ้นในนครเดลฮีของอินเดีย
11.อัลอิคฺชิดียูน (اَلإِخْشِيْدِيُّوْنَ)
อาณาจักรอิสระที่สืบทอดพวกอัตตลูนียูนในการปกครองอียิปต์และซีเรีย ระหว่างปี ฮ.ศ.323-358/คศ. 935-969, สถาปนาโดยมุฮำหมัด อิบนุ ฏุฆจฺญ์ อัลอิคชีดฺ (เสียชีวิตฮ.ศ.334/คศ.946) ซึ่งเคยเป็นข้าหลวงปกครองนครอเล็กซานเดรีย, ปาเลสไตน์และซีเรีย, ค่อลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์อัลอับบาซียะฮฺทรงพระราชทานฉายานามแก่เขาว่า “อัลอิคฺชีด”
ต่อมาได้สละตำแหน่งแก่โอรสของตนที่ชื่อ อนูญุรฺ (คศ.946-960) ซึ่งยังทรงเยาว์วัย โดยมีอบุลมิสก์ กาฟู๊ร อัลอิคชีดีย์ (เสียชีวิตฮ.ศ.357/คศ.967) เป็นผู้สำเร็จราชการ ต่อมาในปี คศ.965 กาฟู๊รได้ขึ้นดำรงตำแหน่งซุลตอนแห่งอียิปต์และซีเรีย ในรัชสมัยของพระองค์มีความเจริญทางวรรณกรรมเป็นอันมาก พวกวงศ์อัลฟาฏิมียะฮฺได้ปราบปรามพวกอัลอิคชีดียะฮฺในเวลาต่อมา
12.อัตตูลูนียะฮฺ (اَلطُّوْلُوْنِيَّةُ)
อาณาจักรอิสระที่แยกตนจากอาณาจักรอับบาซียะฮฺ, มีอำนาจปกครองในอียิปต์และซีเรีย ระหว่างปีฮ.ศ.254-292/คศ.868-905, สถาปนาโดยอะฮฺหมัด อิบนุ ตูลูน (เสียชีวิตฮ.ศ.270/คศ.884) ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของค่อลีฟะฮฺ อัลมุสตะอีน บิลลาฮฺแห่งวงศ์อับบาซียะฮฺ ดำรงตำแหน่งข้าหลวงแห่งอียิปต์ในปีคศ.868 ต่อมาแยกตนเป็นอิสระและสร้างนครอัลก่อฏออิอฺเป็นราชธานีแห่งใหม่ของอาณาจักร, อิบนุตูลูนได้แผ่อำนาจของตนเหนืออียิปต์, ซีเรีย และโมซุล, เขาได้สร้างมัสญิดอันงดงามขึ้นในนครอัลกอฏออิอฺ (ใกล้กับฟุสฏ๊อฏ ไคโร),

ต่อมาคุมาร่อวัยฮฺ โอรสของอิบนุตูลูนได้ปกครองต่อมาในปีคศ.884 ธิดาของคุมาร่อวัยฮฺนามว่า ก็อฏรุนนะดาได้อภิเษกกับค่อลีฟะฮฺอัลมุอฺตะฎิดแห่งวงศ์อับบาซียะฮฺ คุมาร่อวัยฮฺถูกสังหารในนครดามัสกัส ภายหลังการถูกสังหารของคุมาร่อวัยฮฺความขัดแย้งภายในได้ทำให้อาณาจักรตูลูนียะฮฺอ่อนแอลง และถูกวงศ์อับบาซียะฮฺปราบปรามในที่สุด ในสมัยที่อาณาจักรนี้รุ่งเรืองสถาปัตยกรรมอิสลามมีความตื่นตัวเป็นอันมาก ที่สำคัญคือมัสญิดญามิอฺ อิบนิ ตูลูนในกรุงไคโร


13.อะตาบัก (أَتَابَك)
เป็นฉายานามในภาษาเติร์กิชที่พวกเซลจูกเติร์กใช้เรียกขานเหล่าขุนนางในราชสำนักบางส่วนตลอดจนบรรดาเสนาบดีและแม่ทัพซึ่งบางคนเป็นผู้อบรมเหล่ายุว กษัตริย์ในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ผู้มีราชทินนามว่า อะตาบัก (มีพหูพจน์ว่า อะตาบิกะฮฺ) บางคนสามารถเข้ากุมอำนาจการปกครองจนเริ่มมีรัฐอิสระที่ปกครองด้วยอะตาบักนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 ในดินแดนเปอร์เซีย, แคว้นชาม (ซีเรีย) ที่เลื่องลือที่สุดได้แก่ อะตาบิกะฮฺแห่งอาเซอร์ไบจาน, เปอร์เซีย และวงศ์บูรีย์ อิบนิ ตุฆตะกีน, ในดามัสกัสและตระกูลซังกีย์ในโมซุลอัลญะซีเราะฮฺและแคว้นชาม

14.อัลอัรฺตุกียูน (اَلأَرْتُقِيُّوْنَ)
ตระกูลเติร์กะเมน มีอำนาจปกครองในดิย๊าร บักร์ ในศตวรรษที่ 6-9 แห่งฮิจเราะฮฺศักราช/คริสต์ศตวรรษที่ 12-15, มีอัรตุก บุตร อักซับเป็นต้นตระกูล บุคคลผู้นี้เคยรับใช้มาลิกชาฮฺแห่งเซลจูกเติร์กและตุตุชฺ น้องชายของมาลิกชาฮฺ, ซึ่งบุคคลหลังนี้ได้มอบปาเลสไตน์ให้อัรตุกปกครองในปีคศ.1086, ต่อมาบุตรชายของเขาสองคนคือ ซุกมานและเอลฆอซีย์ได้สืบอำนาจต่อมา ลูกหลานของซุกมานได้ปกครองป้อมปราการแห่งเมืองกัยฟ่า และมาร์ดีน ส่วนลูกหลานของเอลฆอซีย์ ได้ปกครองในเขตมาร์ดีน, มัยยาฟาริกีนและอเล็บโป (ฮะลับ)

15.อัลอุรเฏาะฮฺ อัซซะฮะบียะฮฺ (اَلأُرْطَةُ الذَّهَبِيَّةُ)
อาณาจักรของพวกมองโกล สถาปนาโดยบาตู ข่าน (คศ.1204-1255) หลานชายของเจงกีสข่านในเขตลุ่มน้ำวอลก้า (คศ.1242) มีดินแดนครอบคลุมไซบีเรีย, ภาคใต้ของรัสเซีย และลุ่มแม่น้ำวอลก้า มีนครซ่อรอยฺ เป็นราชธานี, ในรัชสมัยบาตู ข่านนั้นพวกมองโกลได้รุกรานโปแลนด์ ฮังการี และข้ามแม่น้ำดานูบไปยังบุลแกเรีย อาณาจักรนี้เริ่มเสื่อมลงในปีคศ.1502

16.อัรฆุน (أَرْغُوْن)
วงศ์ของมองโกลที่มีอำนาจปกครองแคว้นสินธุและบัลลูชิสตาน ระหว่างปีคศ.1479-1559 สถาปนาโดยซุนนูนฺ อัรฆุน ต่อมาพวกวงศ์อัรฆุนตัรข่านได้สืบอำนาจต่อมา และถูกจักรพรรดิอักบัร มหาราช แห่งราชวงศ์โมกุลปราบปรามในปีคศ.1591

17.อัลอะซาริเกาะฮฺ (أَلأَزَارِقَة)
กลุ่มหนึ่งจากพวกค่อวาริจญ์อ้างถึงนาฟิอฺ อิบนุ อัลอัซฺร็อกฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.65/คศ.685) ซึ่งถูกสังหารในสมรภูมิดูล๊าบ รัชสมัยค่อลีฟะฮฺอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัซซุบัยร์ พวกอะซาริเกาะฮฺได้ยึดครองเขตอัลอะฮฺว๊าซฺ (เมืองทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน) มีผู้นำคนสำคัญ คือ กอฏ่อรี่ย์ อิบนุ อัลฟุญาอะฮฺ (เสียชีวิตปีฮ.ศ.78/คศ.697) ซึ่งเป็นนักกวี เขาใช้ชีวิตไปในการต่อสู้ถึง 13 ปี และสามารถต้านทานการโจมตีของอัลฮัจฺญ๊าจฺ อิบนุ ยูซุฟ ก่อฏ่อรี่ย์ถูกสังหารในสมรภูมิแห่งเมืองฏ่อบะริสตาน ต่อมาพวกอะซาริเกาะฮฺได้ถูกแม่ทัพอัลมุฮัลลับ อิบนุ อบี ซุฟเราะฮฺปราบปราม

18.อัลอิสมาอิลี่ยูน (اَلإِسْمَاعِيْلِيُّوْنَ)
คือ กลุ่มชนที่กล่าวถึงการเป็นอิหม่ามของอิสมาอีล อิบนุ ญะอฺฟัร อัซซอดิก หลังจากบิดาของเขา กลุ่มหนึ่งจากพวกอิสมาอีลียะฮฺภายใต้การนำของอัลฮะซัน อิบนุ อัซซอบฺบาฮฺได้แยกจากค่อลีฟะฮฺ อัลมุสตะอฺลีย์แห่งราชวงศ์ฟาฏิมี่ยะฮฺ และให้สัตยาบันแก่นิซารฺ พระอนุชาของค่อลีฟะฮฺ

การลุกฮือของพวกอิสมาอิลียะฮฺประสบความล้มเหลวในนครอเล็กซานเดรีย อัลฮะซัน อิบนุ อัซซอบฺบาฮฺจึงย้ายไปยังป้อมปราการแห่งอะลาโมตในอิหร่าน (ปีคศ.1090) และสถาปนาการปกครองของพวกอันนิซารี่ยีนหรืออัลฮัชชาชีน ส่วนหนึ่งจากพวกนี้คือกลุ่มชีอะฮฺอิสมาอีลี่ยะฮฺที่ปฏิบัติตามอากา ข่านในปัจจุบัน ส่วนพวกที่ปฏิบัติตาม อัลมุสตะอฺลีย์รู้จักกันในทุกวันนี้ว่าพวกโบฮฺร่าหรืออัซซับอี่ยะฮฺ
19. อัลมุ่รอบิฏูน (اَلْمُرَابِطُوْنَ)
ชนชาติเบอร์เบอร์จากเผ่าลัมตูนะฮฺ ซึ่งเป็นเผ่าหนึ่งจากก๊กซอนฮาญะฮฺ, สถาปนารัฐอิสลามขึ้นในมอรอคโคและแผ่อำนาจปกครองมอรอคโค, เอ็นดะลูเซีย (สเปน) และแอฟริกาเหนือระหว่างปีฮ.ศ.448-541/คศ.1056-1147, รู้จักกันในนามอัลมุลัซฺซิมีนฺ (บรรดาผู้ปิดใบหน้า) และอัลมุรอบิฏูน เนื่องจากพวกนี้จะประกอบศาสนกิจอยู่ในริบาฏ (ซึ่งเป็นทั้งป้อมทหารรักษาการณ์และสถานที่ประกอบศาสนกิจ)
สุลตอนของพวกอัลมุรอบิฏูนที่เลื่องลือที่สุดคือ สุลตอนยูซุฟ อิบนุ ต๊าชฟีนฺ (อบูยะอฺกู๊บ อัลลัมตูนีย์) เสียชีวิตปีฮ.ศ.500/ค.ศ.1106 ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์และสร้างนครมัรรอกิชฺ (ในมอรอคโค) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองและยึดครองเมืองฟ๊าส ตลอดจนแผ่อำนาจเหนืออาณาเขตของมอรอคโคทั้งหมด, ต่อมายูซุฟ อิบนุ ต๊าชฟีนฺได้นำทัพอัลมุรอบิฏูนเข้ายึดครองเอ็นดะลูเซียและปราบปรามเจ้าครองนครรัฐอิสระต่าง ๆ (อัฏฏ่อวาอิฟฺ) และได้สร้างความปราชัยแก่กองทัพของอัลฟองโซที่ 6 ในสมรภูมิอัซฺซัลลาเกาะฮฺ (ค.ศ.1086)

20. อัลมุวะฮฺฮิดูน (اَلْمُوَحِّدُوْنَ)
ชนชาติมอรอคโคสายชีอะฮฺ, มีอัลมะฮฺดีย์ อิบนุ ตูมัรฺต์เป็นผู้สถาปนาอาณาจักรภายหลังการล่มสลายของพวกอัลมุรอบิฏูน มีอำนาจปกครองในมอรอคโคและแผ่อำนาจเข้าสู่เอ็นดะลูเซีย (สเปน) ฮ.ศ.515-667/ค.ศ.1121-1269 เรียกกันว่า อัลมุอฺมินียะฮฺ ซึ่งอ้างถึงอับดุลมุอฺมิน อิบนุ อะลีซึ่งเป็นผู้สืบทอดต่อจากอิบนุ ตูมัรฺต์ และสามารถยึดครองนครมัรรอกิชฺ จากพวกอัลมุรอบิฏูนได้ในเวลาต่อมา
ส่วนหนึ่งจากบรรดาสุลตอนของพวกอัลมุวะฮฺฮิดูนคือ อบูยะอฺกู๊บ ยูซุฟและอบูยูซุฟ ยะอฺกู๊บ และเมื่อบุคคลหลังได้สิ้นชีวิตลงอำนาจของพวกอัลมุวะฮฺฮิดูนก็เริ่มเสื่อมลงและสูญเสียอำนาจในเอ็นดะลูเซียภายหลังสมรภูมิอัลอุก๊อบ (ฮ.ศ.609/ค.ศ.1212) และพวกฮัฟซียูนก็แยกตนเป็นอิสระในตูนิเซีย (ฮ.ศ.626/ค.ศ.1228) บะนู อับดิลว๊าด ในนครติลมิซาน (ฮ.ศ.633/ค.ศ.1235) และถูกพวกบะนูมีรีนปราบปรามในที่สุด

21. บรรดาเจ้าครองนครรัฐอิสระ (مُلُوْكُ الطَّوَاﺋﻒ) (ฮ.ศ.422-484/ค.ศ.1023-1091)
บรรดารัฐอิสระขนาดเล็กที่ตั้งขึ้นบนความล่มสลายของอาณาจักรอัลอุมะวียะฮฺในเอ็นดะลูเซีย (สเปน) ภายหลังยกเลิกการปกครองในระบอบคิลาฟะฮฺแห่งวงศ์อัลอุม่าวียะฮฺ บรรดาเสนาบดี, บรรดาเจ้าเมือง, เหล่าผู้นำชาวอาหรับและเบอร์เบอร์ได้แยกกันปกครองในอาณาเขตของตน รัฐอิสระที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือ บะนู อับบ๊าด ในนครอิชบิลียะฮฺ (ซิวิลญ่า)
และส่วนหนึ่งจากบรรดาเจ้าครองนครรัฐอิสระ ได้แก่ บะนูญะฮฺวัรฺในนครโคโดบาฮฺ (กุรฏุบะฮฺ), บะนู ฮัมมู๊ดในอัลญะซีราซฺ (อัลญะซีเราะฮฺ อัลค็อฎรออฺ) และมะละกา (มาลิเกาะฮฺ), บะนู ซีรีย์ ในแกรนาดา (ฆอรฺนาเฏาะฮฺ), บะนู บิรฺซ๊าลในก็อรมูนะฮฺ, บะนู มุซัยน์ในเมืองชะลิบ, บะนู มุญาฮิดในเมืองดานิยะฮฺ, บะนู ตุญัยบ์ในซ่าร่าโกซ่า (ซัรกุสเฏาะฮฺ) และบะนู ซุมาดิฮฺในอัลมาเรีย (อัลมะรียะฮฺ), บะนู ซุนนูนฺ ในนครโทเลโด (ตุลัยตุละฮฺ) บะนู อัลอัฟฏ๊อซฺ ในบัฎลิอูซฺ, บะนู อามิรฺในบะลันซียะฮฺ (วาเลนเซีย) บะนู ฮูดในซัรกุสเฏาะฮฺ (ซ่าร่าโกซ่า)
ต่อมาพวกบะนู อับบ๊าดฺได้ขอความช่วยเหลือไปยังพวกอัลมุรอบิฏูนเพื่อต่อต้านการรุกรานของอัลฟองโซที่ 6 กษัตริย์คริสเตียนแห่งคาสทิลล่า (กิชตาละฮฺ) สุลตอนยูซุฟ อิบนุ ต๊าชฟีนฺจึงส่งกองทัพอัลมุรอบิฏูนจากแอฟริกาเหนือเข้าสู่เอ็นดะลูเซียและได้รับชัยชนะต่อกองทัพคริสเตียนในสมรภูมิอัซซัลลาเกาะฮฺ (ฮ.ศ.479/ค.ศ.1086) ในภายหลังยูซุฟ อิบนุ ต๊าชฟีนก็ได้ปราบปรามรัฐอิสระและแผ่อำนาจเข้าปกครองเอ็นดะลูเซียซึ่งเป็นการเริ่มต้นยุคอัลมุรอบิฏูนในเอ็นดะลูเซียในเวลาต่อมา

22. อัซซ่อฟะวียูน (اَلصَّفَوِيُّوْنَ)
ราชวงศ์ที่มีอำนาจปกครองในอิหร่าน (ค.ศ.1501-1731) เดิมเป็นแนวทางฏ่อรีเกาะฮฺซูฟีย์ที่กำเนิดขึ้นในเมืองอัรดะบีล (เมืองหนึ่งทางตอนเหนือของอิหร่าน) ซึ่งอ้างถึง ซ่อฟียุดดีน อัลอัรดะบีลีย์ (เสียชีวิตปีค.ศ.1334) นักซูฟีย์ชาวอิหร่าน, ราชวงศ์นี้มีชาฮฺอิสมาอีลที่ 1 เป็นผู้สถาปนาโดยปราบปรามอักก์ กินฺนูลู หรือชนเผ่าเติรกะเมนที่ถูกเรียกว่า “เผ่าแกะขาว” ที่แผ่อำนาจในอาณาเขตของดิยารบักร์จนถึงแม่น้ำยูเฟรติส,
หลังจากที่พวกมองโกลเริ่มรุกรานอาณาเขตดังกล่าวในปีค.ศ.1466 อุซูน ฮะซัน จึงย้ายเมืองหลวงไปยังนครตับรีซฺ ซึ่งต่อมาชาฮฺอิสมาอีลที่ 1 ก็ปราบปรามชนเผ่านี้และยึดเอานครตับรีซฺเป็นราชธานี พระองค์ใช้พระนามว่า ชาฮฺและประกาศให้นิกายชีอะฮฺเป็นนิกายหลักของอาณาจักรอัซซ่อฟะวียูน, ชาฮฺอิสมาอีลได้ปราชัยแก่อุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน) ในสมรภูมิญัลดะรอน (ค.ศ.1514)
ต่อมาชาฮฺ ฏอฮฺมาซิบที่ 1 ได้ย้ายราชธานีไปยังนครก็อซฺวัยน์ (ค.ศ.1555) หลังจากนครตับรีซฺตกอยู่ในกำมือของอุษมานียะฮฺ (ออตโตมาน) และในปีค.ศ.1593 ชาฮฺอับบาส มหาราชที่ (ที่ 1) -ค.ศ.1571-1629- ได้ย้ายราชธานีไปยังนครอิสฟาฮานฺ, ในรัชสมัยของชาฮฺอับบาส มหาราชนั้นพระองค์ได้ผนวกแบกแดด, กัรบะลาอฺ, อันนะญัฟฺ, โมซุลและดิย๊ารบักร์เข้าไว้ในอำนาจและทำสนธิสัญญาประนีประนอมกับพวกอุษมานียะฮฺ, อาณาจักรอัซซ่อฟะวียะฮฺในรัชสมัยของพระองค์มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมากในปีค.ศ.1722 พวกอัฟกันได้ยึดครองอิสฟาฮาน, แม่ทัพนาดิร ชาฮฺของอัซซ่อฟะวียะฮฺจึงขับไล่พวกอัฟกันออกไปและประกาศตั้งตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ในปีค.ศ.1736, และราชวงศ์นี้ได้สิ้นสุดลงด้วยการสิ้นพระชนม์ของชาฮฺอับบาสที่ 3 (ค.ศ.1731-1736)

23. รัฐสุลตอนแห่งเดลฮี (سُلْطَنَةُدِهْلِىْ)
อาณาจักรที่บรรดาสุลตอนชาวมุสลิมได้ปกครองอินเดียเหนือในนามของบรรดาค่อลีฟะฮฺแห่งราชวงศ์อับบาซียะฮฺ, สถาปนาโดยอิลฺติมิชฺ (ชัมซุดดีน) ประกอบด้วยราชวงศ์ทาสชาวเติร์ก (ม่ามาลีก) คอลญี่ย์, ตัฆลุก, อัซซัยยิด และราชวงศ์ลูดีย์






บรรณานุกรม
จากhttp://www.alisuasaming.com/Word/wordmain_royal.html (สืบค้นวันที่ 29-12-2553)

วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หลักรัฐศาสตร์อิสลามกับการปรองดอง

                อัสสาลามูอาลัยกุมวาเราะห์มาตุลลอฮีวาบารอกาตุฮ อาอูซูบิลลาฮฮิมีนัซซัยฏอนนิรรอยีม
และจงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าของเจ้าได้ตรัสแก่มะลาอิกะฮฺว่า แท้จริงข้าจะให้มีผู้แทนคนหนึ่ง ในพิภพ มะลาอิกะฮฺได้ทูลขึ้นว่า พระองค์จะทรงให้มีขึ้นในพิภพซึ่งผู้ที่บ่อนทำลาย และก่อการนองเลือด ในพิภพกระนั้นหรือ? ทั้ง ๆ ที่พวกข้าพระองค์ให้ความบริสุทธิ์ พร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ และเทิดทูนความบริสุทธิ์ในพระองค์ พระองค์ตรัสว่า แท้จริงข้ารู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ (อัลบากาเราะห์ : 20)
อิสลาม คือศาสนา ซึ่งอัลลอฮได้ทรงคัดเลือกศาสดาให้ทำการเผยแพร่ในแต่ละยุคในแต่ละสมัยตั้งแต่นบีอาดัม จนถึงนบีมูฮัมหมัด โดยที่สอนหลักการที่สำคัญที่สุดคือ ความเอกภาพของอัลลอฮ ให้เคารพพระเจ้าองค์เดียว อิสลามมิใช่เป็นศาสนาเพียงแค่ชื่อศาสนาที่พระเจ้าทรงเลือกศาสดาไปเผยแพร่แก่มนุษย์ แต่อิสลามยังเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งในโลกนี้อีกด้วย
อิสลามมิได้หมายถึงศาสนาเท่านั้น แต่อิสลามหมายถึงวิถีแห่งการดำเนินชีวิตหรือธรรมนูญแห่งชีวิต ของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งทั้งระบบเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และอื่นๆเป็นต้น และศาสดามูฮัมหมัดถูกส่งมาเพื่อความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมุสลิมและมิใช่มุสลิม อัลลอฮได้ทรงตรัสไว้ว่า
ความว่า และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย (อัลอัมบิยาอฺ:107) จากอายัตอัลกุรอานที่ได้กล่าวมาข้างต้น เป็นจุดเริ่มต้นของหลักการทางรัฐศาสตร์อิสลาม คืออาณาจักรพระผู้เป็นเจ้า ระบบอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าโดยอิสลาม ระบบนี้มิได้ปกครองโดยชนชั้นศาสนาใดโดยเฉพาะ แต่สร้างขึ้นเพื่อชุมชนมุสลิมทั้งหมด รวมทั้งผู้มีตำแหน่งและคนต่ำต้อย ประชาชนมุสลิมทั้งหมดบริหารกิจการภาครัฐตามคัมภีร์อัลกุรอานของอัลลอฮ และปฏิบัติตามแนวทางของศาสดาของพระองค์คือ ศาสดามูฮัมหมัด อัลลอฮซุบฮานะฮุวาตะอาลา ได้ทรงตรัสว่า
ความว่า : โดยแน่นอนเราได้ส่งบรรดาร่อซูลของเราพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้งและเราได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรมลงมาพร้อมกับพวกเขาเพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม และเราได้ให้มีเหล็กขึ้นมา เพราะในนั้นมีความแข็งแกร่งมาก และมีประโยชน์มากหลายสำหรับมนุษย์ และเพื่ออัลลอฮฺจะได้ทรงรู้ถึงผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์ และบรรดารอซูลของพระองค์ (มีความเชื่อมั่น) โดยทางลับ (ต่อพระองค์) แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงอำนาจ (อัลฮาดีด : 25)

ในโองการนี้เหล็กเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางการเมือง และทำให้กระจ่างชัดว่า ภารกิจของท่านศาสดา คือการกำหนดเงื่อนไข ซึ่งประชาชนผู้เป็นมวลชน จะได้รับความยุติธรรมทางสังคมอย่างแน่นอนตามมาตรฐานที่ได้ประกาศไว้โดยพระผู้เป็นเจ้า ในคัมภีร์ของพระองค์ ซึ่งได้มอบคำสอนอย่างแจ่มชัด สำหรับประมวลกฎหมายของชีวิต ที่มีวินัยเป็นอย่างดี
(ฮัสบุลลอฮ ตาเห,เอกสารประกอบการสอนรายวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น,สาขารัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา)

อิสลามได้บัญญัติสิทธิต่างๆโดยทั่วไปของชนต่างศาสนิกทั้งที่เป็นพลเมืองและผู้อาศัยที่อยู่ภายใต้ การคุ้มครองของรัฐอิสลามดังต่อไปนี้
1.สิทธิด้านเกียรติแห่งความเป็นมนุษย์
ท่านรอซูลลุลลอฮได้กล่าวในคำปราศรัยในคุฏบะฮ พิธีฮัจญ์อำลาในปีที่10 ฮิจเราะห์ศักราช มีใจความว่า โอ้มนุษยชาติ พึ่งทราบเถิดว่า แท้จริงองค์อภิบาลของพวกเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียว และแท้จริงบิดาของพวกเจ้ามีหนึ่งเดียว พึ่งทราบเถิดว่า ชาวอาหรับไม่ได้ประเสริฐไปกว่า ชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติก็ไม่ได้ประเสริฐไปกว่าชาวผิวแดง ชาวผิวแดงไม่ประเสริฐไปกว่าชาวผิวดำ และชาวผิวดำไม่ได้ประเสริฐไปกว่าชาวผิวแดง นอกจากความยำเกรงต่ออัลลอฮ
ดังนั้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า อิสลามให้เกียรติแห่งความเป็นมนุษยชาติอย่างเหลือล้น ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นมุสลิมหรือมิใช่มุสลิม ก็จะได้รับความคุ้มครอง
2.สิทธิความอิสระในด้านความเชื่อ
อัลลอฮซุบฮานาฮุวาตะอาลา ได้ตรัสว่า ความว่า ไม่มีการบังคับใดๆในการเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม (อัลบากอเราะห์ :256 ) จากอายัตดังกล่าวจะเห็นได้ว่าอิสลามไม่มีการบังคับบรรดาผู้ที่มีความเชื่อต่างจากตนให้เข้ารับอิสลาม แต่ทว่ากลับให้สิทธิเสรีภาพ และเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ แก่ผู้ที่มิใช่มุสลิม ที่ยึดมั่นในศาสนาของตนต่อไป
3.สิทธิด้านการยึดมั่นในบทบัญญัติศาสนา
อิสลามไม่เคยบังคับให้คนต่างศาสนิก ปฏิบัติตามบทบัญญัติอิสลามดังที่มุสลิมต้องปฏิบัติ พวกเขาจึงได้รับการอนุโลมโดยไม่ต้องจ่ายซะกาต ไม่ต้องละหมาด และอื่นๆเป็นต้น ที่บัญญัติไว้ในอัลกุรอาน แต่ทว่ามุสลิมจะปฏิเสธศรัทธาไม่ได้เด็ดขาดแต่พวกเขาจะต้องจ่ายค่าญิซยะห์ อันน้อยนิดเพื่อแหลกกับการอนุโลมดังกล่าว
อิสลามไม่เคยลงโทษพลเมืองต่างศาสนิกในความผิดตามบทบัญญัติอิสลาม ตราบใดสิ่งดังกล่าวเป้นสิ่งที่อนุมัติในศาสนาของพวกเขา เช่นการดื่มเหล้า บริโภคเนื้อสุกร เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้เป้นที่ต้องห้ามในอิสลาม

4.สิทธิด้านความยุติธรรม
อัลลอฮตะอาลาได้ทรงตรัสว่า ความว่า
ถ้าหากพวกเขามาหาเจ้า ก็จงตัดสินระหว่างพวกเขา หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงพวกเขาเสีย และถ้าหากเจ้าหลีกเลี่ยงพวกเขา พวกเขาก็จะไม่ให้โทษแก่เจ้าได้แต่อย่างใดเลย และหากเจ้าตัดสินใจ ก็จงตัดสินใจระหว่างพวกเขา ด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรม (อัลมาอีดะห์ : 42)

จากอายัตดังกล่าวจะเห็นได้ว่า อิสลามให้ความสำคัญที่เต็มเปี่ยมของอิสลามต่อพลเมืองที่มิใช่มุสลิม นอกเหนือจากการให้ความอิสระแก่พวกเขาในการขึ้นศาลและพิจรณาคดีตามบทบัญญัติศาสนาของพวกเขาแล้ว อิสลามยังยืนยันถึงความเสมอภาคระหว่างพวกเขากับชาวมุสลิมในสิทธิแห่งความเป็นธรรมที่พึ่งจะได้รับ
5.สิทธิด้านการให้ความคุ้มครองต่อเลือดเนื้อทรัพย์สินและเกียรติ
ท่านรอซูลลุลลอฮ ได้กล่าวคุฏบะฮในวันอารอฟะฮว่า ความว่า แท้จริงเลือดเนื้อของพวกเจ้า และเกียรติของพวกเจ้าเป้นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเจ้า เสมือนกับสิ่งที่ต้องห้ามในวันนี้(วันอารอฟะฮ) ของพวกเจ้า ในพื้นแผ่นดินของพวกเจ้าผืนนี้ และในเดือนของพวกเจ้าเดือนนี้ (ซุลฮิจญะฮ)
จากที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้ห้ามเฉพาะมุสลิมเท่านั้น เพราะท่านนบีมูฮัมหมัด กล่าวว่า ความว่า ผู้ใดสังหารชีวิตต่างศาสนิกอยู่ในพันธะสัญญา เขาจะไม่ได้สัมผัสกับกลิ่นของสวรรค์ และแท้จริงกลิ่นอายของมันสามารถสัมผัสได้ในระยะทางถึงสี่สิบปี บอกโดยบุคอรีย์
ดังนั้นอิสลามไม่อนุญาตให้ทำร้ายชนศาสนิกไม่ว่าเขาจะเป็นพลเมืองดั้งเดิมหรือผู้มาเยี่ยมก็ตาม โดยปราศจากความชอบธรรมหรือจะด้วยวิธีใดก็ตาม
6.สิทธิด้านการป้องกันจากศัตรูผู้รุกราน
อัลมัรวาดีย์กล่าวว่า ชาวซิมมีย์ ต้องได้รับสิทธิอันชอบธรรมอันเนื่องจากการจ่ายส่วยญิซยะฮของพวกเขา 2 ประการดังนี้ คือ 1.ต้องไม่ทำอันตรายต่อพวกเขา 2.ต้องให้ความคุ้มครองและปกป้องพวกเขา เพราะการไมทำอันตรายต่อพวกเขา ทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างสงบสันติ และการให้ความคุ้มครองและปกป้องพวกเขา ทำให้พวกเขาได้รับการดูแลอารักษ์ขา ดังนั้น การละเลยต่อการให้ความคุ้มครองพวกเขา ถือว่าเป็นการอธรรมที่ร้ายแรงยิ่ง อัลลอฮได้ตรัสว่า ความว่า และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่ปฏิบัติอธรรม แน่แท้เราจะให้เขาได้ลิ้มรสแห่งการลงโทษสาหัสยิ่ง (อัลฟุรกอน 19)

7.สิทธิด้านการปฏิบัติที่ดีต่อกัน
อัลลอฮทรงตรัสว่า ความว่า อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และช่วยเหลือให้ขับไล่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะผูกมิตรกับพวกเขาและผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม (อัลมุมตาฮินะฮ :8-9)
จากอายัตดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หลักการพื้นฐานการเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกันกับชุมชนต่างศาสนิก มีลักษณะการการปฏิบัติที่ดี ความเอื้ออาทร เมตตา ตราบใดที่ไม่เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพวกเขา ได้ตั้งตนเป้นศัตรูกับอิสลามและชาวมุสลิมอย่างชัดแจ้ง
8.สิทธิด้านการให้หลักประกันสังคม
อัลลอฮทรงตรัสว่า ความว่า “แท้จริงทานทั้งหลายนั้น สำหรับบรรดาผู้ที่ยากจนและบรรดาผู้ที่ขัดสนบรรดาเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมมัน และบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขาสนิทสนม และในการไถ่ทาส และบรรดาผู้ที่หนี้สินล้นตัวและในทางของอัลลอฮ์ และผู้ที่อยู่ในระหว่างเดินทาง ทั้งนี้เป็นบัญญัติอันจำเป็นซึ่งมาจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ (อัตเตาบะฮ: 60)
จากอายัตอัลกุรอานข้างตนจะเห้นได้ว่า หลักประกันทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในสังคม เพื่อเป็นการบรรเทาช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสที่ยากจน หรือขัดสน ในการที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้มีความสงบสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
(ศอลิห์ หุสัยน์ อัลอายิด ; อุษมาน อิดรีส, ถอดความและเรียบเรียง,สิทธิของชนต่างศาสนิกในประเทศอิสลาม,ปัตตานี : วิทยาลัยอิสลามยะลา, 2548.)

                 โมเดลการปรองดองในอิสลามโดยมีแบบฉบับจากท่านศาสดามูฮัมหมัดศ็อลฯ


1.การสร้างความเป็นน้องระหว่างเผ่าเอาส์กับเผ่าค็อซรอจญ์ที่รบกันมาเป็นเวลายาวนานที่นครมาดีนะห์ด้วยอัลอิสลาม

2.การจับมือเป็นพี่น้องกันระหว่างกลุ่มมูฮาญีรีนกับอันศอรที่นครมาดีนะห์
          บรรดากลุ่มที่อพยพ(อัลมุฮาญิรูน) ได้ทิ้งทั้งบ้านเรือนและที่อยู่อาศัย ตลอดจนทรัพย์สินรวมถึงครอบครัวไว้ที่นครมักกะห์ ซึ่งพวกเขาได้มาพร้อมกับหัวใจและไม่มีสิ่งใดเลยที่ติดตัวมานอกจากศาสนา ดังนั้นจึงเกิดปัญหาหลายด้านด้วยกัน บ้างขาดแคลนที่อยู่อาศัย ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีใครที่จะช่วยเหลือแม้แต่ที่หลับนอนพักแรม และปัญหาของคนพลัดถิ่นที่ต้องรอนแรมไปยังที่อื่น ยังคงเป็นปัญหาที่สังคมมนุษยชาติต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งมิใช่เป็นการง่ายที่จะแก้ไขได้ด้วยระยะเวลาเพียงสั้น ๆ หากแต่ว่าบุคคลซึ่งเป็นผู้นำแห่งมนุษยชาติ(ท่านนะบี) ได้วางแนวทางแก้ไขไว้อย่างชัดเจนยิ่ง และด้วยความพยายามที่จะแก้ปัญหาต่างๆให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยการให้จับมือเป็นพี่เป็นน้องกันระหว่างกลุ่มของผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) กับ กลุ่มผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศ็อร)  ซึ่งเป็นเจ้าของท้องถิ่น โดยแต่ละฝ่ายจับมือเป็นพี่น้องกันเป็นคู่ๆ จึงทำให้เกิดความอบอุ่นใจแก่บรรดาคนต่างถิ่น และเป็นการลดความทุกข์ยากรวมถึงทำให้เกิดความสนิทสนมซึ่งกันและกัน อีกทั้งความเป็นพี่เป็นน้องกันระหว่างกลุ่มมุฮาญิรีนกับกลุ่มอันศ็อร มีความลึกซึ้งเกินกว่าพี่น้องทางสายเลือดเสียอีก และไม่เคยเห็นรูปแบบของความสัมพันธ์อย่างนี้ในสมัยใดมาก่อนเลย จนมีสิทธิ์รับมรดกทางทรัพย์สินซึ่งมากกว่าทายาทด้วยซ้ำ และการจับมือเป็นพี่เป็นน้องกันมิได้สร้างความหนักอกหนักใจให้แก่ชาวอันศ็อร ซึ่งบรรดาชาวอันศ็อรจะต้องบรรเทาทุกข์ด้วยการแบ่งปันทรัพย์สิน ดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ฯลฯ ในทางกลับกันชาวอันศ็อรต้องการที่จะให้มากกว่าที่ถูกเรียกร้องเสียอีก จากการจับมือเป็นพี่เป็นน้องกันนี้ พวกเขาได้เสนอต่อท่านเราะซูลลุลลอฮ์ ว่าจะแบ่งปันสวนอินทผลัมให้แก่พี่น้องชาวมุฮาญิรีนอีกด้วย แต่ท่านไม่รับข้อเสนอดังกล่าว ชาวอันศ็อรจึงเสนอให้ชาวมุฮาญิรีนสามารถเข้าไปใช้แรงงานในสวน แล้วพวกเขาจะแบ่งปันผลอินทผลัมให้ กลุ่มมุฮาญิรีนจึงรับข้อเสนอนั้น (*3*)
อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงชมเชยชาวอันศ็อรและแจ้งถึงส่วนที่พวกเขามีความเอื้อเฟื้อเมตตาในคำตรัสของพระองค์ ว่า :
          “และบรรดาผู้ที่ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ในนครมะดีนะฮ์(ชาวอันศ็อร) และพวกเขาได้ศรัทธาก่อนหน้า การอพยพของพวกเขา (ชาวมุฮาญิรีน) พวกเขารักใคร่ผู้ที่อพยพมายังพวกเขา     และจะไม่พบความต้องการหรือความอิจฉาอยู่ในหัวอกของพวกเขาในสิ่งที่ได้ถูกประทานให้ และยังให้สิทธิ์แก่ผู้อื่นก่อนตัวของพวกเขาเอง ถึงแม้ว่าพวกเขายังมีความต้องการอยู่มากก็ตาม และผู้ใดปกป้องการตระหนี่ที่อยู่ในตัวของเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จ” (อัลฮัชร์ 59 : 9)
          บรรดามุฮาญิรีนเกรงว่าชาวอันศ็อร จะรับเอาผลบุญที่จะได้แก่พวกเขาไปหมดสิ้น ชาวมุฮาญิรีนจึงพูดกับท่านเราะซูล ว่า :
          “โอ้ ผู้เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พวกเราไม่เคยพบใครเหมือนกับกลุ่มคนที่พวกเราอพยพมา พวกเขาได้ทุ่มเทให้อย่างมากมาย และไม่เคยเห็นใครที่ได้แสดงความเป็นพี่เป็นน้อง แม้ในส่วนเล็กน้อย พวกเขาได้ให้พวกเราร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วย พวกเราได้มีความเป็นอยู่อย่างเพียงพอ ซึ่งแน่นอน พวกเราเกรงว่าพวกเขาจะเอาผลบุญไปหมดสิ้น”
ท่านนะบี จึงได้กล่าวว่า :
          (( كَلاَّ مَا أثْنَيْتُمْ عَلَيْهِمْ بِهِ ، وَدَعَوْتُمْ اللهَ – عز وجل – لَهُمْ ))
          ความว่า : “ใช่แล้ว ตามที่พวกท่านกล่าวชมพวกเขานั้น และพวกท่านได้ขอวิงวอนต่ออัลลอฮฮ์ –อัซซะวะญัล- ให้กับพวกเขา”  (*4*)
          ซะอ์ด บิน อัรร่อบีอะฮ์ ที่เป็นชาวอันศ็อรกับพี่น้องของเขา คือ อับดุรเราะฮ์มาน บิน เอ๊าฟ จากชาวมุฮาญิรีน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา ชาวอันศ็อรที่มีความจริงใจเมตตาสงสารต่อชาวมุฮาญิรีน และชาวมุฮาญิรีนที่รู้สึกสำนึกในบุญคุณอันงดงามยิ่ง ท่านเราะซูล ให้เขาจับมือเป็นพี่น้องกันระหว่างทั้งสองคน แล้ว ซะอ์ด ได้เสนอทรัพย์สินที่มีอยู่ให้แก่อับดุรเราะฮ์มานครึ่งหนึ่ง ตลอดจนจะทำการหย่าภรรยาของเขาหนึ่งในสองคนที่มีอยู่แล้วให้ได้แต่งงานด้วย อับดุรเราะฮ์มานจึงพูดว่า :
          “ขออัลลอฮฺทรงประทานศิริมงคลให้แก่ท่านในครอบครัวและทรัพย์สินของท่านด้วยเถิด”   (เขาไม่รับข้อเสนอนั้น)
แล้วพูดว่า :
          “ขอท่านจงบอกแหล่งท้องตลาดให้แก่ฉันด้วย”
          อับดุรเราะฮ์มานได้วนเวียนค้าขายอยู่ในตลาด จนเขาได้กลายเป็นคนมั่งคั่งในหมู่ชาวมุฮาญิรีน (*5*)
          แท้จริง การจับมือเป็นพี่น้องกันได้นำไปสู่ความผูกพันทางใจแก่บรรดาผู้ศรัทธาและทำให้อบอุ่นใจยิ่งในบรรดาชาวมุฮาญิรีน เป็นการสร้างสังคมที่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เปี่ยมด้วยความรัก ความเป็นพี่น้อง เมื่อการดำรงชีวิตของชาวมุฮาญิรีนมีความสมบูรณ์ดีและมั่นคงเป็นที่พอเพียงแล้ว อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงยกเลิกการรับมรดกตกทอดกันในรูปของการจับมือเป็นพี่น้องกัน โดยเปลี่ยนเป็นการรับมรดกโดยทางสายเลือดดังดำรัสของพระองค์ดังดำรัสของพระองค์ที่ว่า :
         "และบรรดาผู้ที่ได้ศรัทธาที่หลัง และได้อพยพ และต่อสู้ร่วมกับพวกเจ้านั้น ชนเหล่านี้แหละเป็นส่วนหนึ่งของพวกเจ้า และบรรดาญาตินั้น บางส่วนของพวกเขาเป็นผู้สมควรต่ออีกบางส่วน ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง" (อัลอันฟาล 8 : 75)
หมายเหตุ
1.ดู ซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ : กิตาบ-อัศศอลาฮ์- เรื่อง : บุนยานุ้ลมัสญิด ซึ่งอยู่ในหนังสือ ฟัตฮุ้ลบารีย์เล่มที่ 1 หน้า 540
2.ดูหนังสือ : “ดิรอซะฮ์ ฟิสซีเราะฮฺ” หน้า 149

  • 3.ดู หนังสือ : ฟัตฮุ้ลบารีย์ ของอิบนิ ฮะญัร เล่มที่ 5 / 8 หน้า 322 อยู่ในคำอธิบายฮะดีษที่มีในซอฮี๊ฮฺ อัลบุคอรีย์ หมายเลข 2325---271
  • 4.สุนันติรมิซี 4/653 มัสนัด อะฮฺมัด 3/200 สุนัน บัยหะกี 6/183
  • 5.เรื่องนี้ไปดูที่ซอฮีฮฺห์ อัลบุคอรีย์ : กิตาบุ้ลบุยู๊อฺ บาบ : บท เมื่อเสร็จสิ้นการละหมาดแล้วจึงแยกย้ายไปบนหน้าแผ่นดิน หะดีษที่ 2048 - 2049

  • อ้างจาก http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=10&id=1763

    3.การประนีประนอมที่ "อัลฮุดัยบียะห์"
                     หลังจากบรรดามุสลิมได้อพยพมาอยู่ที่มะดีนะฮ์ 6 ปี พวกเขาถูกตัดขาดมิให้เยี่ยมเยือนมัสญิด อัล ฮะรอม และการฏอวาฟที่บัยตุลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเขามีสิทธิ์ในการเยี่ยมเยือนและทำการดูแลมากกว่าพวกมุชริกีน ครั้นเมื่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงให้บรรดามุสลิมมีความเข้มแข็ง มีกำลังมากขึ้น และทรงทำให้ฝ่ายมุชริกีนอ่อนกำลังหลังจากสมรภูมิสนามเพลาะจบลง จึงถึงเวลาที่บรรดามุสลิมจะได้ไปเยี่ยมเยือนมัสญิด อัล ฮะรอม เหมือนกับชาวอาหรับอื่นๆ สิ่งที่ทำให้ท่านเราะซูล ต้องทำเช่นนั้น คือ ท่านได้ฝันเห็นว่าท่านและบรรดาศอฮาบะฮ์ทำการฏอวาฟอุมเราะฮ์ ที่บัยติลลาฮิลฮะรอม
               “แท้จริง อัลลอฮ์ ได้ทรงทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงแก่เราะซูลของพระองค์ด้วยความเป็นจริง แน่นอน พวกเจ้าจะได้เข้าสู่มัสญิดอัล ฮะรอม อย่างปลอดภัยตามที่อัลลอฮ์ ทรงประสงค์โดย (บางคน) ของพวกเจ้าโกนผมและ (อีกบางคน) ตัดผม พวกเขาไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ เพราะอัลลอฮ์ ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้ ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงกำหนดชัยชนะอื่นจากนั้นด้วยกับชัยชนะอันใกล้นี้”   (อัลฟัตฮ์ 48 : 27)
              ท่านนะบี ได้คาดการณ์แล้วว่าพวกกุเรชจะขัดขวางมิให้เข้าสู่มักกะฮ์  ท่านจึงพยายามรวบรวมมุสลิมให้ได้มากที่สุด มีบรรดามุสลิมีนที่ไปพร้อมกับท่านถึง 10,400 คน(*1*)   และได้แสดงให้ชาวกุเรชเห็นว่าเจตนาของท่านนั้นบริสุทธิ์ใจ มิได้ออกไปเพื่อทำสงครามด้วย ท่านได้ต้อนฝูงสัตว์ที่จะเชือดในการทำพิธีให้อยู่หน้าขบวน และพร้อมทั้งสวมชุดอิฮรามเพื่อทำอุมเราะฮ์ และเมื่อได้ทราบข่าวในระหว่างทางว่าชาวกุเรชเตรียมขัดขวางไม่ให้เข้ามักกะฮ์ และมีเจตนาที่จะทำสงคราม ท่านจึงเปลี่ยนเส้นทางเดินเพื่อหลบเลี่ยงการปะทะ จนเดินทางไปถึงที่ “ อัลฮุดัยบียะฮ์ ” และลงพักที่ตรงนั้น

    การทำสัตยาบัน  “อัรริฎวาน”
              สถานที่อัล ฮุดัยบียะฮ์นี้เอง ท่านนะบี ได้ส่งอุษมาน บิน อัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นตัวแทนเพื่อเจรจากับพวกกุเรช และพยายามที่จะให้พวกเขาเปิดเส้นทางให้บรรดามุสลิมเข้าสู่มัสญิดอัล ฮะรอม และ ทำอุมเราะฮ์ แต่ว่าพวกกุเรชได้กักขังหน่วงเหนี่ยวอุษมาน แล้วปล่อยข่าวว่าได้ทำการสังหารอุษมานเสียแล้ว   ท่านเราะซูล จึงให้บรรดาซอฮาบะฮ์ทำสัตยาบัน ในการร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน บรรดาซอฮาบะฮ์จึงจับมือทำสัตยาบันร่วมกับบท่านนะบี และเรียกการทำสัตยาบันครั้งนี้ว่า “บัยอะตุรริฎวาน” ซึ่งทำกันใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงชมเชยผู้ที่เข้าทำสัตยาบันในครั้งนี้ ด้วยโองการที่กล่าวว่า :
               “แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงพอพระทัยต่อบรรดาผู้ศรัทธา ขณะที่พวกเขาให้สัตยาบันแก่เจ้า (มุฮัมมัด) ใต้ต้นไม้ (ที่ฮุดัยบียะฮ์) พระองค์ทรงรอบรู้ดีถึงสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของพวกเขา พระองค์จึงได้ทรงประทานความสงบใจลงมาบนพวกเขาและได้ทรงตอบแทนให้แก่พวกเขาซึ่งชัยชนะอันใกล้นี้”  (อัลฟัตฮ์ 48 : 18)
              เมื่อพวกกุเรชได้ล่วงรู้ถึงการทำสัตยบัน พวกเขาจึงปล่อยท่านอุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แล้วส่งตัวแทนเพื่อเจรจาต่อรองกับท่านนะบีมุฮัมมัด ทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันแก่ชาวกุเรชว่า ท่านนะบีมุฮัมมัด กับบรรดาศอฮาบะฮ์นั้นมิได้มาเพื่อสู้รบ หากแต่ว่ามาเพื่อทำการเยี่ยมเยือน (ซิยาเราะฮ์) อัลบัยตัลฮะรอม แต่พวกกุเรชไม่ยอมอนุญาตให้ตามที่ได้แจ้งไป เพราะการอนุญาตนั้นพวกเขาถือว่าเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของพวกเขาต่อหน้าชาวอาหรับ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคิดหาทางออก และทำให้เกิดการประนีประนอมเพื่อรักษาหน้าไว้ และแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของมุสลิมจากข้อตกลง  ท่านเราะซูล ได้ตกลงร่วมกับพวกเขาคือ ;
    • ให้มุสลิมเดินทางกลับในปีนี้ โดยไม่เข้ามักกะฮ์เพื่อทำอุมเราะฮ์ แล้วปีหน้าให้กลับไปทำใหม่
    • ให้ยุติสงครามระหว่างทั้งสองฝ่าย เป็นระยะเวลา 10 ปี
    • ใครที่เป็นมุสลิมออกจากมักกะฮ์ไปอยู่มะดีนะฮ์ให้ส่งกลับมักกะฮ์
    • ใครออกจากการเป็นมุสลิมแล้วกลับไปมักกะฮ์ ชาวกุเรชจะไม่ส่งคืนเขาให้กับมุสลิม
    • บุคคลในเผ่าต่าง ๆ ที่จะเข้ารวมกับมุฮัมมัดหรือกุเรช พวกเขาก็ย่อมทำได้และให้แต่ละฝ่ายเคารพให้เกียรติพันธมิตรอื่น ๆ ด้วย
              เท่าที่พิจารณาในเงื่อนไขต่างๆ เท่ากับเป็นการบีบบังคับหรือลิดรอนสิทธิ์ของมุสลิม จึงทำให้มุสลิมทั้งหลายได้ทักท้วงท่านเราะซูลุลลอฮ์ หลายครั้งและแสดงความไม่เห็นด้วยในข้อตกลงนั้น แต่ทว่า ท่านเราะซูล ได้กล่าวว่า :
              (( إِنِّيْ رَسُوْلُ الله وَلَنْ يُضَيِّعنِي الله ))
              “แท้จริง ฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แน่นอน อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จะไม่ทรงทอดทิ้งฉันแน่นนอน”
              ในท้ายที่สุดได้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดามุสลิมว่า เงื่อนไขต่างๆได้กลับกลายเป็นผลดีกับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหมด จนทำให้ชาวกุเรชได้ขอยกเลิกข้อตกลงที่บรรดามุสลิมเคยคิดว่าเป็นการบีบบังคับ และลิดรอนสิทธิ์ของพวกเขาออกไป
    ผลลัพธ์ของการประนีประนอมที่ “อัลฮุดัยบียะฮ์”
              อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงเรียกการประนีประนอมครั้งนี้ว่าชัยชนะ (ฟัตฮัน)  พระองค์ได้ประทานดำรัสให้กับศาสนทูตในขณะที่ท่านเดินทางกลับว่า :
               “แท้จริง เราได้ให้ชัยชนะแก่เจ้าซึ่งเป็นชัยชนะอย่างชัดแจ้ง”   (อัลฟัตฮ์ 48 : 1) (*2*)

               มีชายคนหนึ่งถามท่านนะบี ว่า : “มันเป็นชัยชนะใช่ไหม?”
              ท่านนบี ตอบว่า :
            
              (( نعم ، والذِيْ نَفْسِيْ بِيَدِهِ إِنَّهُ لَفَتْحٌ ))

              “ใช่แล้ว ขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า แน่นอน มันคือชัยชนะที่แท้จริง” (*3*) 
     
    ผลลัพธ์จากการประนีประนอมนั้นมีดังนี้ : -
    1. ในการประนีประนอมครั้งนี้ ชาวกุเรชได้ยอมรับต่อการมีเสถียรภาพและเขตแดนของมุสลิม ในขณะที่มีการเซ็นสัญญาตกลงกันทำให้บางเผ่าได้เข้าร่วมเป็นมิตรกับบรรดามุสลิมอย่างเปิดเผย อย่างไม่หวาดเกรงหรือต้องเอาใจชาวกุเรชอีกต่อไป เช่น ที่เผ่าคุซาอะฮ์ได้กระทำ
    2. การยุติสงครามกับชาวกุเรช ได้เปิดโอกาสให้บรรดามุสลิมไปจัดการกับศัตรูฝ่ายอื่นๆ จึงทำให้การกวาดล้างพวกยิวในเมือง “คอยบัร” เสร็จสมบูรณ์และสามารถยึดครองได้ใน ปีที่ 7 แห่งฮิจญ์เราะฮ์ศักราช ตลอดจนการกวาดล้างเผ่า “ฆ็อต่อฟาน” ทางหัวเมือง “นัจด์” ในสงครามที่ชื่อว่า “ซาติรร่อก็ออ์” รวมถึงการส่งกองกำลังไปที่เมือง “มุอ์ตะฮ์” ซึ่งอยู่ทางด้านทิศเหนือของคาบสมุทรอาหรับและสุดท้ายของการกวาดล้าง คือสงครามที่ชื่อว่า “ซาตุสสะลาซิล”เพื่อเป็นบทเรียนให้เผ่าต่างๆ
    3. การประนีประนอมในครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้มุสลิม มีเวลาในการเผยแพร่อิสลาม ท่านเราะซูล ได้ส่งตัวแทนไปยังเจ้าเมืองต่าง ๆ และบรรดาผู้นำประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำการเชิญชวนพวกเขาให้เข้ารับอิสลาม การประนีประนอมนี้ได้ให้โอกาสแก่เผ่าต่างๆ กล้าที่จะมีสัมพันธ์ติดต่อกับบรรดามุสลิม และรับทราบเรื่องราวของอิสลาม  เป็นการชี้ให้เห็นว่าอิสลามนั้นได้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียง 2 ปีของการทำสัญญาประนีประนอม ทำให้มีนักต่อสู้เดินทางพร้อมกับท่านเราะซูล เพื่อพิชิตเมืองมักกะฮ์ถึง 10,000 คน  เช่นเดียวกัน ได้มีคนที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งเข้ารับนับถืออิสลาม เช่น คอลิด บิน อัลวลีด และอัมรุบนุ้ลอ๊าซ-ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา- เป็นต้น
    หมายเหตุ
  • 1.ซ่อฮี๊ฮฺ อัล บุคอรีย์ กิตาบุ้ลมะฆอซีย์ บาบ ฆ็อซวะตุ้ลฮุดัยบียะฮฺ ซ่อฮี๊ฮฺ มุสลิม กิตาบุ้ลอิมาเราะฮฺ บาบ อิสติฮฺบาบ “มุบายะอะฮฺ อัล อิมาม”
  • 2.ดู ความหมายของอายะฮฺในตัฟซีร อัฏฏอบรีย์ และอิบนิ กะซี๊ร
  • 3.มุสนัด อิมาม อะฮฺมัด 3/420 และอัลฮากิมใน “มุสตัดร็อก” ของท่าน 2/459 และท่านได้บอกว่าถูกต้อง (ซอฮี๊ฮฺ) อัซซะฮะบีย์ก็เห็นด้วย
  •  อ้างจาก http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=10&id=1781


    4.การมีข้อตกลงกับชาวยิว
              ในขณะที่เราะซูลุลลอฮ์ ได้เข้าสู่นครมะดีนะฮ์ ได้มีชาวยิวอาศัยอยู่ในดินแดนนั้นด้วย ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการสร้างสังคมที่นครมะดีนะฮ์ พร้อมวางกฎเกณฑ์การก่อตั้งอาณาจักรรัฐอิสลามอย่างชัดเจน จึงต้องกำหนดความสัมพันธ์กับชาวยิว ซึ่งพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของชาวเมืองมะดีนะฮ์ นี่คือสิ่งที่ท่านนะบีถือปฏิบัติและได้มีสนธิสัญญาข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับยิวกลุ่มต่างๆ โดยที่พื้นฐานอันสำคัญของข้อตกลงมีว่า :
    • มีการนับถือศาสนาโดยเสรี “มุสลิมมีศาสนาของมุสลิม ยิวมีศาสนาของยิว”
    • ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบในการป้องกันนครมะดีนะฮ์ในขณะที่มีภัยรุกรานจากภายนอก
    • ความปลอดภัยภายในของนครมะดีนะฮ์ อยู่บนความรับผิดชอบของทุกคน “หมายความว่า ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัย”
    • ทุกฝ่ายต้องให้เกียรติต่อกัน และจะไม่เป็นมิตรกับชาวกุเรชและไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ
    • ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายจะต้องตั้งมั่นอยู่บนความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีการซ่อนเร้น  หรือเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ทั้งสิ้น
    • ท่านเราะซูล เป็นผู้นำสูงสุดของกลุ่มชน และชาวยิวเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชน ชาวยิวต้องอยู่ภายใต้การปกครอง ในเรื่องที่มีการพิพาทกันให้ท่านเราะซูลเป็นผู้ชี้ขาด อำนาจการออกคำสั่งเป็นสิทธิ์ของท่านนะบี ทั้งในด้านการทำสงคราม และอื่นๆ  (*1)
               การก่อตั้งมัสญิด การจับมือเป็นพี่น้องกัน ตลอดจนการเขียนสนธิสัญญากับชาวยิวนั้น ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ได้วางรากฐาน กฏเกณฑ์การจัดตั้งรัฐอิสลามให้อยู่บนพื้นฐานที่มั่นคง มัสญิดเป็นที่ฝึกฝนบรรดามุสลิม และเป็นการจัดระเบียบมารยาท รวมถึงการเป็นพี่เป็นน้องกันทำให้เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของส่วนรวม ด้วยความรัก ความซื่อตรงและความเมตตาสงสาร ส่วนที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับสนธิสัญญา เป็นการควบคุมอุปนิสัยใจคอของบรรดาผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม (2*)
              หลังจากนั้น การดำรงชีวิตในรูปแบบอิสลามจึงเริ่มดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ มีการตราบัญญัติทางศาสนา คำสอนของอิสลามตามบัญญัติของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เพื่อเป็นการจัดระบบให้กับสังคมมุสลิมและรัฐอิสลาม จัดระบบวิถีชีวิตส่วนตัวและสังคม รวมทั้งความผูกพันกับพระผู้เป็นเจ้า จัดระบบรัฐซึ่งเกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิต่างๆ มีองค์กรทำหน้าที่คอยควบคุมดูแล ใช้หลักบัญญัติเพื่อเผยแผ่คำสอน และให้ความรู้แก่หมู่ชนในเรื่องศาสนา พร้อมทั้งปกครองตัดสินให้เกิดความเป็นธรรมและจัดการโทษแก่ผู้ทำผิด จัดเตรียมทหารเพื่อให้เกิดความมั่นคงในบ้านเมือง ปกป้องพื้นที่ของอิสลาม และเตรียมพร้อมที่จะพิชิตหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อขยายการเชิญชวนสู่อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ให้เข้าถึงทุกหมู่ชน


    หมายเหตุ 
  • 1.รายละเอียดของหนังสือสัญญาและความรู้เพิ่มเติมนั้นดูที่ –อัลอัมรีย์- อัซซีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ อัซเซาะฮีฮะฮฺ – มะฮฺดีริสกุลลอฮฺ.อัซซีเราะฮฺ อันนะบะวียะฮฺ ฟีฎอวอิ้ล มะซอดิริลอัศลียะฮฺ..306-318—282-292
  • 2.ดู ข้อเขียนของซอและฮฺ อัชชามีย์ : มินมุอีนิซซีเราะฮฺ : 165
     
  • อ้างจาก http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=10&id=1763



                  จากตัวอย่างข้างต้นที่ข้าพเจ้าได้หยิบหยกมาเพียงแค่ 4 โมเดลนั้นที่ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้ปฏิบัติไว้ แสดงให้เห็นว่าท่านศาสดามูฮัมหมัดศ็อลฯสร้างความปรองดองได้ด้วยอัลอิสลาม โดยใช้สันติวิธีสู่สันติภาพสากล มีการเจรจาต่อรอง มีการทำข้อตกลงที่ทุกกลุ่ม ทุกเผ่าได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ล่วงละเมิดอีกกลุ่มหนึ่งหรือเผ่าพันธ์หนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดของการปรองดองที่ท่านศาสดามูฮัมหมัดศ็อลฯ ได้ปฏิบัตินั้นก็คือการสร้างความเป็นพี่น้องระหว่างเผ่าเอาส์กับเผ่าค็อซรอจญ์ที่รบรากันมาเป็นเวลายาวนาน และสร้างความเป็นพี่น้อง ความเป็นปึกแผ่นระหว่างกลุ่มมูฮาญีรีนกับกลุ่มอันศอร นี่เป็นต้นแบบของการปรองดองในประวัติศาสตร์อิสลาม

              อิสลาม เชื่อว่า อัลลอฮเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง และมนุษย์ที่อยู่บนโลกนี้ พระองค์คือพระเจ้าเพียงองค์เดียวของเรา และพระองค์คือพระเจ้าของทุกคนในโลกนี้ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
    อิสลาม เชื่อว่า อาดัมกับอีฟหรือฮาวาเป็นมนุษย์คู่แรกบนโลกใบนี้และทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มใด ผิวขาว ผิวดำ ผิวเหลือง หรือผิวแทน เป็นต้น ก็เป็นลูกหลานของอาดัม กับฮาวา
    อิสลามเชื่อว่า มูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮคนสุดท้าย ทุกคนที่อยู่บนโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมที่อยู่ในช่วงศาสดามูฮัมหมัดหรือหลังจากนั้น ก็เป็นประชาชาติของมูฮัมหมัด
    เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ไม่มีสาเหตุที่ทุกคนจะมาทะเลาะกัน เราสร้างรัฐแห่งการปรองดองกัน เพราะทุกคนเป็นบ่าวของอัลลอฮ เป็นลูกหลานของอาดัม และเป็นประชาชาติของมูฮัมหมัด เรามาพร้อมใจกัน เป็นบ่าวด้วยกัน เป็นเอกภาพเดียวกัน ความคิดที่ไม่เหมือนกันก็ให้มาปรึกษาหารือกันเพื่อการอยู่ร่วมกันของพวกเราอย่างสันติภาพทั้งโลกนี้และโลกหน้า

                วะบิลลาฮฮีเตาฟีก วัลฮีดายะห์ อัสสาลามูอาลัยกุมวาเราะหมาตุลลอฮ ฮีวาบารอกาตุฮ

    บรรณานุกรม

    1.ฮัสบุลลอฮ ตาเห,เอกสารประกอบการสอนรายวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น,สาขารัฐประศาสนศาสตร์มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา
    2.ศอลิห์ หุสัยน์ อัลอายิด ; อุษมาน อิดรีส, ถอดความและเรียบเรียง,สิทธิของชนต่างศาสนิกในประเทศอิสลาม,ปัตตานี : วิทยาลัยอิสลามยะลา, 2548.
    3. http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=10&id=1763 สืบค้นวันที่ 17-6-2555
    4.http://www.islammore.com/main/content.php?page=sub&category=10&id=1781สืบค้นวันที่ 17-6-2555

    เรียบเรียงโดย ม.ฆอซาฟี มะดอหะ
    ปรับรุงจากเดิม เมื่อวันที่ 17-6-2555


  •  
  • วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

    ยิวถูกฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทุกยุคทุกสมัย


    การที่ชาวยิวมันเหิมเกริมขนาดนี้ คงไม่แปลกอะไร เพราะบรรพบุรุษของพวกเขาก็เป็นอย่างนี้เช่นเดียวกัน การที่พวกเขาก้าวขึ้นมามีอำนาจ ก็ไม่แปลกอะไรเช่นเดียวกัน เพราะเป็นสัญญาณหนึ่งของวันสิ้นโลก และการที่พวกเขากระทำทารุณต่อชาวปาเลส์ไตน์ ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวปาเลส์ไตน์ ก็คงไม่แปลกเช่นเดียวกัน เรามาวิเคราะห์ดูยุคสมัยต่างๆตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของพวกยิว พวกเขาถูกกระทำอะไรบ้าง และพวกเขามีความผิดอะไร ในการกระทำของพวกเขา ในการที่อัลลอฮทรงลงโทษพวกเขา
    ในสมัยนบียูซุฟอยู่ที่อียิปต์ พวกเขาอยู่อย่างสุขสบายอยู่ในอียิปต์ แต่พอมาถึงยุคในสมัยฟาโรห์ราเมส พวกเขาได้กลายเป็นทาส ของพวกชาวอียิปต์ เป็นทาสอย่างเดียวไม่พอ ยังโดนฟิรเอาน์ราเมสฆ่าลูกชายของพวกเขาอีก ยกเว้นท่านนบีมูซอคนเดียว ที่อัลลอฮคุ้มครอง ถ้าเราวิเคราะห์ความห่างกันระหว่างนบียูซุฟกับนบีมูซอ ก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก แต่ทำไม พวกเขาไปทำผิดอะไร อัลลอฮจึงให้พวกเขาไปเป็นทาสของฟิรเอาน์ราเมสผู็โอหัง ทั้งๆที่ในสมัยนบียูซุฟพวกเขาอย่างสุขสบาย
    ในสมัยนบีซะกะรียา พวกเขาได้กระทำผิดอย่างร้ายแรง โดยการฆ่านบีซะกะรียา อัลลอฮก็ได้ส่งบุคตันซํร แห่งบาบิโลนมาฆ่าล้างเผ่าพันธ์ของพวกเขา ฐานความผิดได้ฆ่านบีซะการียา
    ในสมัยนบียะหยา พวกเขาได้กระทำผิดอีกอย่างร้ายแรงอีก โดยการฆ่านบียะหยาอีก อัลลอฮก็ได้ส่ง พวกเปอร์เซีย พวกมะญูซี มาฆ่าล้างเผ่าพันธ์อีก
    ในสมัยนบีมูฮัมหัมดก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเป็นใส้ศึกให้แก่ศัตรู หักหลัง บิดพลิ้วสัญญา และอีกต่างๆนานา อัลลอฮก็ได้ให้ท่านนบีมูฮัมหมัดฆ่าพวกผู้ชายก๊กกูร็อยเซาะฮ 800-900 คน บางก็กก็ต้องถูกเนรเทศออกจากเมืองมาดีนะห์
    ในสมัยอดอฟ ฮิตเลอร์ พวกเขาไปทำอะไรผิดอีก อัลลอฮจึงได้ให้ฮิตเลอร์ฆ่าล้างเผ่าพันธ์พวกเขา(แต่ผู้เขียนคิดว่าฐานความผิดล้มล้างระบบคอลีฟะห์อิสลามอุษมานียะห์)
    นี้เป็นแค่บางตัวอย่างของประวัติศาสตร์ที่หยิบยกมาเพื่อทำการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปของชาวยิว และมีอีกหลายตัวอย่างของประวัติศาสตร์ที่ข้าพเจ้าไม่ได้หยิบยกมา
    เรามาดูปัจจุบัน พวกเขาได้กระทำต่อชาวปาเลส์ไตน์อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต (ข้าพเจ้าคงไม่ต้องสาธยายมากกับการกระทำของพวกเขาต่อชาวปาเลส์ไตน์) ดังนั้นในอนาคตอัลลอฮจะทรงใครมาทำการฆ่าล้างเผ่าพันธ์พวกเขาอีก นี้คือสิ่งที่ท้ายมากในอนาคต หรืออาจจะเป็นรัสเซ๊ย เกาหลีเหนือ อิหร่าน จีน อาจจะเป็นอูซามะห์ บินลาดิน หรืออาจจะเป็นพวกเราทั้งหลาย หรืออาจจะเป็นอิหม่ามมะฮดี ผู้นำที่เราชาวมุสลิมรอคอย เพราะนี่คือสิ่งที่ถูกท่านนบีมูฮัมหมัดได้พยากรณ์เอาไว้แล้วว่า แม้กระทั้งก้อนหินและต้นไม้ก็จะบอกว่ายิวอยู่ข้างหลังฉันจงมาฆ่าพวกเขาเถิด
    ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสู้เจ้า นอกจากสู้เจ้าจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสู้เจ้าเอง

    วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    อิสลามกับการเมืองและประชาธิปไตยในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้

    มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา) ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลกขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน อิสลามคือแนวทางที่ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต การเมืองจึงเป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับประชาธิปไตยที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน การอธิบายการเมืองในระบอบประชาธิปไตยด้วยหลักการอิสลามต้องอาศัยความเข้าใจทั้งในระดับหลักคำสอนทางศาสนาและหลักสังคมวิทยาของศาสนาอีกมากพอสมควร หากพิจารณาจากหลักคำสอนทางศาสนาแล้ว บรรดานักวิชาการมุสลิมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า "คัมภีร์อัลกุรอ่าน" (Al-Quran) และ "ซุนนะห์" (Sunnah) หรือ วัจนศาสดา ต่างไม่ได้กำหนดรูปแบบปกครอง และไม่ใด้อรรถาธิบายถึงแนวทฤษฎีทางรัฐธรรมนูญใดๆ ไว้อย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้นการเมืองแบบอิสลามจึงมีความเป็นได้หลายรูปแบบและหลายวิธีการ โดยขึ้นอยู่กับมุสลิมในยุคสมัยต่างๆ จะเลือกสรรมาใช้และตีความเอาตามสมควรแก่หมู่คณะของตน อย่างไรก็ตาม ลักษณะข้างต้นไม่ได้หมายความว่า "คัมภีร์กรุอ่าน" และ "ซุนนะห์" ไม่ได้กล่าวถึงหลักการปกครองที่สอดคล้องกับหลักศาสนาเสียทีเดียว เพราะหลักการทางศาสนาทั้งสองแหล่งยังให้เค้าโครงที่ชัดเจนของแบบแผนทางการเมือง ซึ่งสามารถทำให้บรรลุตามหลักคำสอนได้ทุกสถานการณ์ มุสลิมส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ระบบการเมืองแบบอิสลามวางอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างหลักการ "เตาฮีด" ซึ่งหมายถึงหลักเอกภาพและการเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวของ "อัลเลาะห์", ชรีอะห์ (Shari'ah) ซึ่งเป็นกฎหมายอิสลามตามหลักการแห่ง "อัลกุรอ่าน" และ "ซุนนะห์" , อดาละห์ (Adalah) ซึ่งเป็นการสถาปนาความยุติธรรมหลักเสรีภาพ เป็นหลักการที่ว่าด้วยสิทธิที่จะกระทำการภายใต้การเชื่อฟังต่อหลักการชารีอะห์, หลักความเสมอภาค เป็นหลักการที่ว่าด้วยโอกาสอันเทียมเท่ากันของปัจเจกบุคคลชายและหญิง และชูรอ (Shura) ที่ถือเป็นรากฐานและองค์ประกอบสำคัญของอำนาจทางการเมือง ภายใต้หลักการอุมมะห์ (Ummah) อันเป็นระเบียบทางสังคมตามหลักการของอิสลาม หลักการทางศาสนาที่เกี่ยวข้องการเมืองและการปกครองตามประวัติศาสตร์ของศาสนาแสดงให้เห็นว่าในระดับปัจเจกนั้น ผู้ปกครองในยุคแรก อาทิ คาลีฟะห์ (Khalifah) อิหม่าม (Imam) อามิร (Amir) ต่างไม่ได้ถืออำนาจสูงสุด หากแต่เป็นการยึดตามระบบแห่งอาวุโสด้วยหลักการอุมมะห์ ผู้ปกครองและหลักการปกครองจึงวางอยู่บนความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น ด้วยสถานะและความเท่าเทียมกันดังกล่าวนี้ จึงรักษาใว้ซึ่ง "ความยำเกรง" (Taqwa) ขณะที่ "อิหม่าม" จะต้องบริหารงานให้สอดคล้องตามหลักแห่งกฎหมายชารีอะห์ การละเมิดหลักการดังกล่าว มุสลิมสามารถอ้างสิทธิยกเลิกความจงรักภักดีต่อเขาได้ ส่วนในระดับสังคมการเมือง ระบบการเมืองแบบอิสลามวางอยู่บนรัฐธรรมนูญที่ดำรงอยู่ภายใต้หลักการแห่งกฎหมายชาริอะห์ โดยผู้นำสูงสุดจะได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบบริหารกิจการภาครัฐ ดังกรณีของระบบสภาแบบอามีร์ (Amir) ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนนี้ ต้องอยู่ภายใต้หลักการ "ชารีอะห์" และ "อิจมาอฺ" จนกล่าวได้ว่าเป็นระบบที่ผู้นำมีทั้ง "อิสระและถูกจำกัดอำนาจอยู่ในเวลาเดียวกัน" (ahl al-halli wa al-aqd) กล่าวได้ว่าการพิจารณาความสอดคล้องระหว่างหลักประชาธิปไตยกับแนวความคิดเรื่องการเมืองการปกครองตามหลักศาสนาอิสลามที่เหมาะสมกับบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถือเป็นประเด็นที่ควรได้รับการศึกษาให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีการศึกษาหลักการ ความมุ่งหมาย เจตจำนงของอิสลามว่ามีความหมายและสาระสำคัญเป็นอย่างไร แน่นอนว่าการอยู่ร่วมกันท่ามกลางสังคมที่มีความหลากหลายทางความคิด จนในบางครั้งกลายเป็นความขัดแย้งขึ้นมานั้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากประเด็นปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทบทวนมากขึ้นไปอีกว่า สังคมการเมืองที่สอดคล้องกับหลักการศาสนาในพื้นที่ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมเช่นจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ควรเป็นอย่างไร โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการอยู่ร่วมกันได้บนพื้นฐานของความแตกต่าง
    http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1723

    วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

    มัซฮับและขบวนการ : แนวนโยบายและความคิดกลุ่มอิควานมุสลิมีน

    มัซฮับและขบวนการ : แนวนโยบายและความคิดกลุ่มอิควานมุสลิมีน
    อิควานมุสลิมีนเป็นองค์กรมุสลิมที่มีแนวนโยบายและความคิดที่ชัดเจนที่สุด มีความสมดุลและเรียบง่ายที่สุด โดยมีสาส์นอิหม่ามหะสัน อัลบันนา ซึ่งเป็นแนวความคิดของอิหม่ามชะฮีด เป็นรากฐานของกฎเกณฑ์กลุ่มอิควานมุสลิมีน สาส์นอิหม่ามหะสัน อัลบันนาประกอบด้วยสาส์นกว่า 20 ฉบับ กล่าวถึงหลายๆประเด็นต่างกรรมต่างวาระ ตั้งแต่คำสอนทางศาสนา จุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจ การจัดการองค์กร และอื่นๆ
    หนึ่งในสาส์นนั้น เป็นสาส์นที่ประกอบด้วยหลัก 20 ประการ ที่สมาชิกกลุ่มยึดมั่นและให้ความความสำคัญอย่างยิ่งยวด ประเด็นหลักที่มีในสาส์นคือ หะสัน บันนา ถือว่ากลุ่มอิควานมุสลิมีน โดยมีลักษณะครบวงจรตามลักษณะของศาสนาอิสลามที่กลุ่มยึดมั่น เนื่องจากศาสนาอิสลามเป็นทั้งศาสนาและรัฐ เป็นดาบและอัลกุรอ่าน อาณาเขตของอิสลาม คือประเทศอิสลามทั้งหมด อิสลามเป็นสัญชาติของประชาชนในรัฐ
    ท่านกล่าวไว้ในสาส์นการประชุมครั้งที่ 5 ของอิควานมุสลิมีนว่า

    “ เราเชื่อมั่นว่า หลักการและคำสอนอิสลามมีความสมบูรณ์แบบ
    วางแบบแผนเรื่องราวของผู้คนในโลกดุนยาและอาคิเราะต์
    อิสลามเป็นทั้งหลักความเชื่อและศาสนพิธี รัฐและสัญชาติ
    ศาสนาและประเทศ เรื่องทางกายและทางใจ คัมภีร์และอาวุธ”
    สืบเนื่องจากการที่อิสลามมีลักษณะสมบูรณ์แบบ อิหม่ามหะสัน อัลบันนา จึงกำหนดว่า อิควาน มุสลิมีนมีลักษณะดังนี้
    1. เป็นผู้ตามแนวสะลัฟ (บรรพชน) เนื่องจากอิควานเรียกร้องสู่การกลับคืนสู่แหล่งที่มาอันพิสุทธิ์ของอิสลาม อันได้แก่ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และแบบอย่างทูตของพระองค์
    2. เป็นแนวทางชาวสุนนะฮฺ เนื่องจากอิควานต้องปฎิบัติตามสุนนะฮฺที่ถูกต้องในทุกๆเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องหลักศรัทธา การประกอบศาสนพิธี
    3. เป็นชาวซูฟีย์ เนื่องจากกลุ่มเชื่อว่า พื้นฐานแห่งความดี คือจิตใจที่บริสุทธิ์ การทำงานอย่างจริงจัง การตัดจากโลก ความรักเพื่ออัลลอฮฺ และพันธะในความดีงาม
    4. เป็นองค์กรทางการเมือง เนื่องจากกลุ่มเรียกร้องสู่การปฏิรูปการเมืองภายใน การทบทวนความสัมพันธ์กับประชาชาติต่างๆ การทำให้ประชาชนมีศักดิ์ศรี มีเกียรติ รักชาติบ้านเมืองอย่างจริงใจ
    5. เป็นสมาคมกีฬา เนื่องจากกลุ่มให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และรู้ว่ามุอฺมินที่ร่างกายแข็งแรงดีกว่า มุอฺมินที่ร่างกายอ่อนแอ
    6. เป็นองค์กรทางวิชาการ เนื่องจากอิสลามถือว่าการแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคน
    7. เป็นองค์กรธุรกิจ เนื่องจากอิสลามให้ความสำคัญต่อการบริหารทรัพย์สิน และการประกอบอาชีพที่สุจริต
    8. เป็นองค์กรทางสังคม เนื่องจากอิควานมุสลิมีนให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาทางสังคมของประชาชาติอิสลามทั้งมวล
    หลักการ 20 ประการ
    ใน “สาส์นแห่งคำสอน (ริสาละต์ ตะอาลีม) ” ของอิม่ามหะสัน อัลบันนา กล่าวถึงองค์ประกอบสัตยาบันของกลุ่มอิควานมุสลิมีน 10 ประการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดคือ “ความเข้าใจ” ซึ่งท่านหมายถึงความเข้าใจอิสลาม ในขอบเขตหลักการ 20 ประการ
    กลุ่มอิควานให้ความสำคัญต่อหลักการ 20 ประการนี้อย่างยิ่ง เป็นธรรมนูญแห่งการดะอฺวะอฺของอิควาน ผู้นำทางความคิดและผู้นำภาคสนามของอิควานหลายๆท่าน ได้อธิบายความหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจน คำอธิบายที่โดดเด่นอย่างยิ่ง คือบทอธิบายโดยชัยค์มุฮัมมัด อัลฆอซาลีย์ ในหนังสือ “ ธรรมนูญแห่งเอกภาพทางความคิดของมุสลิม ”
    หลักการ 20 ประการเริ่มต้นโดยการยึดมั่นว่า อิสลามเป็นระบบที่สมบูรณ์แบบประมวลถึงกิจการด้านต่างๆในการดำเนินชีวิตทางโลกและทางศาสนา การปกครองและความเชื่อความศรัทธา ย้ำว่าแหล่งที่มาของอิสลามคืออัลกุรอานอันทรงเกียรติโดยความเข้าใจตามหลักภาษาอาหรับ และสุนนะฮฺตามสายรายงานของนัก หะดิษที่เชื่อถือได้
    ผู้นำมีสิทธิเลือกเฟ้นบทบัญญัติที่นักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกัน ตามสภาพแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี ตราบใดที่ไม่มีตัวบท (อันนัศศฺ) ที่ชัดเจน และท่านอิหม่ามมีทัศนะว่า ทัศนะของทุกๆคนอาจจะนำมายึดถือหรือไม่ยึดถือก็ได้ นอกจากท่านผู้ปราศจากความผิดมุฮัมมัด
    มุสลิมทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอิหม่ามทางวิชาการศาสนา และควรจะต้องศึกษาหลักฐานที่มาของทัศนะเหล่านั้น ความแตกต่างทางฟิกฮ์ในประเด็นปลีกย่อย จะต้องไม่เป็นสาเหตุของความแตกแยก ความเกลียดชังและความโกรธแค้นระหว่างมุสลิม การสืบค้นประเด็นต่างๆ ที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม



    ภาคผนวก
    ก
    ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    “ อัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ” เป็นขบวนการอิสลามที่เคลื่อนไหว เรียกร้องเพื่อ
    กลับสู่อิสลามตามที่ปรากฎในอัล-กุรอาน และอัล-หะดีษ เรียกร้องให้นำกฎหมายอิสลาม
    มาใช้ในชีวิตประจำวัน
    ขบวนการนี้ก่อตั้งโดย หะซัน อัล-บันนา ( ค.ศ. 1906 –1949 ) เขาเกิดใน
    ประเทศ อียิปต์ เติบโตในครอบครัวที่ยึดมั่นศาสนาอย่างเคร่งครัด ได้รับการศึกษา
    ศาสนา จากครอบครัว มัสยิด และเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐบาลจนกระทั่งได้ศึกษาต่อ
    ในวิทยาลัยดารุลอุลูม ( Dar al-Ulum ) ณ กรุงไคโร เขาได้รับการศึกษาในปี ค.ศ. 1927
    เขาได้รับการบรรจุเป็นครูในจังหวัดอิสมาอีลียะฮ์ ( Ismailiyyah ) ณ จุดนี้เขาเริ่มกิจกรรม
    ทางด้านศาสนาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1928 เขาเริ่มก่อตั้งขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    ขึ้นเป็นครั้งแรก
    ในปี ค.ศ. 1932 หะซัน อัล-บันนา ได้ย้ายจากอัล-อิสมาอีลียะฮ์ สู่นครไคโร
    ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน จึงได้ย้ายไปกับเขาด้วย ในปี ค.ศ. 1933 หนังสือพิมพ์
    “อัล-อิควานอัล-มุสลิมูน” ได้การตีพิมพ์ เผยแพร่เป็นรายสัปดาห์ โดยมี มุฮิบบุดดีน
    อัล-คอตีบ ( Mahabbuddin al-Khatib )เป็นบรรณาธิการ ต่อมาหนังสือพิมพ์ “ อัล-นะซีร”
    (al-Nadhir ) ก็ได้รับการตีพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1938 และหนังสือพิมพ์ “ อัล-ชีฮาบ ”
    (al-Shihab) ได้รับการตีพิมพ์ ในปี ค.ศ. 1947 หลังจากนั้น ขบวนการอัล-อิควานอัล-
    มุสลิมูนได้พิมพ์ หนังสือพิมพ์ และนิตยาสารหลายเล่ม
    ในปี ค.ศ. 1941 ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ได้การก่อตั้งเป็นองค์กร
    เพื่อการเคลื่อนไหว มีสมาชิก จำนวน 100 คน โดยที่ หะซัน อัล-บันนาเป็นผู้เลือกเอง
    ในปี ค.ศ. 1948 ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน เข้าร่วมรบกับปาเลสไตน์
    เพื่อต่อต้านยิวและในเดือน พฤศจิกายน ปีเดียวกัน มะฮ์มูด อักรอซี (Mahmud al-Naqrasi )
    ประธานสภาอิยิปต์ ในสมัยนั้น ได้ออกคำสั่งปราบปรามขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    ทรัพย์สินของขบวนการถูกยึด ผู้ขบวนการหลายคนถูกจับกุม
    ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1948 อันนักรอซีถูกลอบสังหาร และขบวนการ
    อัล-อิควานอัล-มุสลิมูนถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลงมือสังหารเขา บรรดาพรรคพวกของ
    198
    นักรอซี ซึ่งติดตามศพเขา ต่างโห่ร้องว่า ศรีษะของนักรอซี ต้องแลกด้วนศรีษะของ
    หะซัน อัล-บันนา และในวันที่ 12 เดือน กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1949 หะซัน อัล-บันนาก็ถูก
    ลอบสังหาร
    ในปีค.ศ. 1950 ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ได้รับการปลดปล่อย เพราะ
    คำสั่งของอันรอซี ไม่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ ขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    ได้เลือก ได้เลือก หะซัน อัล-หุดัยบี ( Hasan al-Hudaibi ) เป็นผู้นำ เขาถูกจับหลายครั้ง
    และในปี ค.ศ. 1954 เขาถูกตัดสินประหารชีวิต ต่อมาได้รับลดโทษ ให้จำคุกตลอดชีวิต
    และในปี ค.ศ. 1971 เขาได้รับการปลดปล่อย
    ในปี ค.ศ. 1951 วิกฤตการณ์ ความขัดแย้งระหว่าง อังกฤษ และอียิปต์ เพิ่มทวี
    ขึ้นขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ได้เข้าโจมตีอังกฤษ ณ คลองสุเอซ
    ในปี ค.ศ. 1952 เกิดการปฎิวัติโค้นล้มกษัตย์อียิปต์ซึ่งมีอังกฤษคอยสนับสนุน
    อยู่เบื้องหลัง การปฎิวัตินี้นำโดย มุฮัมมัด นายีบ ( Muhammad Najib ) โดยที่ได้รับการ
    สนับสนุนจากขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน หลังจากการปฎิวัต ขบวนการอัล-อิควาน
    อัล-มุสลิมูน ปฎิเสธการเข้าร่วมรัฐบาล เพราะแนวคิดของขบวนการไม่สอดคล้องกับ
    รัฐบาล ด้วยเหตุนี้ ยามาล อบดุลนาซีร ( Jamal Abdunnasir ) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีใน
    สมัยนั้น ถือว่าขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน ปฎิเสธการปฎิวัต ทั้งสองฝ่ายเกิดความ
    ขัดแย้งอย่างรุนแรง จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1954 สมาชิกขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    ถูกจับ สมาชิกหลายพันคน หนีอย่างกระเจิดกระเจิง พวกเขาถูกกล่าวหาว่าพยายามลอบ
    สังหาร ยามาล อับดุลนาซีร
    ในปี ค.ศ. 1965- 1966 ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับขบวนการอัล-อิควาน
    อัล-มุสลิมูน ได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างรุงแรง และไปสู่การจับกุมสมาชิกของขบวนการ
    สมาชิกหลายคนถูกทรมาน และสมาชิกหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้งซัยยิด กุฎบ์
    เขาเป็นนักคิดนักวิชาการของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูนคนที่สอง หลังหะซัน
    อัล-บันนา ซึ่งถูกลอบสังหาร
    แนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    ความหมายของอิสลามตามแนวคิดของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    นั้นกว้าง ครอบคลุมทุกๆด้าน ไม่ละเลยในด้านใด ด้านหนึ่ง ดังนั้นขบวนการพยายาม
    199
    อย่างยิ่งในการกระจายกิจกรรมของขบวนการเพื่อเข้าสู่ระดับนานาชาติ
    หะซันอัล-บันนาได้กล่าวถึงลักษณะ ของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    ว่า เป็นองค์กรที่
    1 –ห่างไกลจากความขัดแย้งทางศาสนา
    2 – ห่างไกลจากผู้ที่มีฐานะ มีชื่อเสียง หรือผู้มีระดับในรัฐบาล
    3 – ห่างไกลจาก องค์กร หรือพรรคการเมือง
    4 - เอาใจใส่ในการเสริมสร้างการเคลื่อนไหวขององค์กรในการดำเนินไปทีละขั้น
    5 – ให้ความสำคัญในด้านการปฎิบัติมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ
    6 - ให้ความสำคัญในการรับสมาชิกที่เป็นวัยหนุ่มสาว
    7 – พยายามเชิญชวนเผยแพร่ตามหมู่บ้านและในเมืองอย่างรวดเร็ว
    หะซันอัล-บันนาได้กล่าวถึง สมาชิกของขบวนการอัล-อิควานอัล-มุสลิมูน
    จะต้องให้สัตยบัน 10 ประการคือ
    1 – การเข้าใจ หมายถึงการเข้าใจอิสลามอย่างสมบูรณ์ตามที่เขาเข้าใจ ซึ่ง รู้จักกันใน
    ชี่อว่า อัล-อุซูล อัล-อิชรีน ( พื้นฐาน 20 ประการ )
    2 – ความบริสุทธิใจ หมายถึง คำพูด การกระทำ การต่อสู้ ทุกอิริยบท ของเขาเพื่อ
    อัลลอฮฺเพียงพระองค์ เดียว
    3 – การปฎิบัติ หมายถึง
    1 . พยายามปรับปรุงพัฒนาตนเองให้มีร่างกายที่แข่งแรง มีจริธรรมที่ดีเยี่ยม มีความคิด
    มีปัญญาที่ดีเลิศและถูกต้อง มีความสามารถในการทำงาน มีความถูกต้องในการประกอบ
    ศาสนกิจ
    2 . สร้างบรรยากาศบ้านให้เป็นบ้านมุสลิม ด้วยการเน้นบ้านที่ถูกต้องตามอิสลาม รักษา
    กฎระเบียบอิสลามไว้ในบ้าน
    3 . ชี้นำสังคมด้วยการเผยแพร่ความดี และต่อต้านความชั่วและอบายมุข
    4 . ปลดปล่อยประเทศจากอำนายภายนอก ที่ไม่ใช่อิสลาม ในด้านการเมือง เศรฐกิจ
    และในด้านจิตใจ
    5 . พัฒนา ปรับปรุงรัฐบาล ให้เป็นรัฐบาลอิสลามอย่างแท้จริง
    4 - การต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ
    200
    5 – การเสียสละ หมายถึง การเสียสละตัวเอง ทรัพย์สิน เวลา เพื่อให้เป้าหมายของ
    ขบวนการสำเร็จ
    6 – การเชื่อฟัง หมายถึง การเชื่อฟัง และปฎิบัติ ในยามทุกข์ยาก และในยามสุขสบาย
    7 – ความหนักแน่นมั่นคง หมายถึงสมาชิกของขบวนการจะต้องปฎิบัติเพื่อบรรลุเป้า
    หมาย แม้ว่าจะใช้ระยะทางที่ไกล และระยะเวลาที่ยาวนาน
    8 – การเป็นเอกเทศ หมายถึง ความคิดของขบวนการต้อง ไม่ปะปนกับแนวคิดอื่น
    เพราะแนวคิดของขบวนการสมบูรณ์ถูกต้องตามระบบอิสลามแล้ว
    9 – ความเป็นพี่น้อง หมายถึงสมาชิกของขบวนการต้องมีจิตใจที่รักใคร่ผูกพันกันด้วย
    สายใยแห่งการศรัทธา
    10 – การไว้วางใจ หมายถึง สมาชิกต้องไว้ใจผู้นำในการบริหารอย่างบริสุทธิใจ
    (al-Nadwah al-Alamiyyah Li al-Shabab al-Islami,1989:23-27 ; al-Banna,1984 :356-364__

    มุหัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ (วะฮาบี)

    มุหัมมัด บิน อับดุลวะฮาบ (วะฮาบี) 1
    เขียนโดย ซุฟอัม อุษมาน & อุษมาน อิดรีส

    ความหมายของ วะฮาบีย์ ในเชิงนิรุกติศาสตร์
    วะฮาบีย์ เป็นคำในภาษาอาหรับคือ وَهَّابِيٌّ (อ่านว่า wah haa biy) เป็นการประสมกันระหว่างคำว่า وَهَّاب กับอักษร ( يّ ) การประสมคำเช่นนี้เรียกในภาษาอาหรับว่า อัน-นัสบฺ หมายถึง การพาดพิงถึง โดยมีจุดประสงค์ เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์กับสิ่งที่ถูกนำมาประสม ส่วนใหญ่มักจะใช้ประสมเพื่อบ่งบอกถึงสัญชาติ เผ่าพันธุ์ หมู่พวก รูปแบบ ฯลฯ[1] โดยใช้ประสมกับคำนามที่เป็นชื่อของ ประเทศ เมือง สถานที่ ชื่อคน ลักษณะความเชื่อ วิชาความรู้ หรือคำนามที่เป็นวัตถุสิ่งของอื่นๆ ก็ได้ บางครั้งอาจจะเติมตัวอักษร ( ـة ) ต่อท้าย

    ที่มาของ วะฮาบีย์
    ความหมายของ วะฮาบีย์ ในเชิงนิรุกติศาสตร์
    วะฮาบีย์ เป็นคำในภาษาอาหรับคือ وَهَّابِيٌّ (อ่านว่า wah haa biy) เป็นการประสมกันระหว่างคำว่า وَهَّاب กับอักษร ( يّ ) การประสมคำเช่นนี้เรียกในภาษาอาหรับว่า อัน-นัสบฺ หมายถึง การพาดพิงถึง โดยมีจุดประสงค์ เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์กับสิ่งที่ถูกนำมาประสม ส่วนใหญ่มักจะใช้ประสมเพื่อบ่งบอกถึงสัญชาติ เผ่าพันธุ์ หมู่พวก รูปแบบ ฯลฯ[1] โดยใช้ประสมกับคำนามที่เป็นชื่อของ ประเทศ เมือง สถานที่ ชื่อคน ลักษณะความเชื่อ วิชาความรู้ หรือคำนามที่เป็นวัตถุสิ่งของอื่นๆ ก็ได้ บางครั้งอาจจะเติมตัวอักษร ( ـة ) ต่อท้าย ดังตัวอย่างเช่น
    ตัวอย่าง ลักษณะการประสม คำอ่าน ความหมาย
    عَرَبِيٌّ عرب + يّ อะ เราะ บีย์ ชาวอาหรับ, แบบอาหรับ
    سُنِّيٌّ سنة + يّ สุน นีย์ ชาวมุสลิมที่นับถืออิสลามตามแนวทางสุนนีย์
    بُخَارِيٌّ بخارى + يّ บุ คอ รีย์ ผู้ที่เกิดในเมืองบุคอรอ
    مُحَمَّدِيٌّ محمد + يّ มุหัมมะดีย์ แนวทางของมุหัมมัด
    شَافِعِيَّةٌ شافع + يّ + ـة ชา ฟิ อี ยะฮฺ มุสลิมที่ปฏิบัติศาสนบัญญัติตามแนวทาง(มัซฮับ) ของอิมามชาฟิอีย์
    مُحَمَّدِيَّةٌ محمد + يّ + ـة มุหัมมะดียะฮฺ ผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของมุหัมมัด

    คำว่า วะฮาบีย์ ซึ่งเขียนในภาษาอาหรับคือ وَهَّابِيٌّ เป็นการประสมกันระหว่างชื่อ عَبْدُ الوَهَّابِ (อ่านว่า อับดุลวะฮาบ Abdul wah haab) โดยตัดเอาเฉพาะตัวหลังคือ وَهَّاب นำมาประสมกับตัวอักษรพาดพิง ( يّ ) ซึ่งจะได้ความหมายคือ คำสอนหรือแนวทางของบุคคลที่ชื่ออับดุลวะฮาบ และอาจจะหมายถึง ผู้ที่เลื่อมใสในแนวทางดังกล่าว ด้วยก็ได้ และอาจจะเขียนได้อีกอย่างหนึ่งคือ وَهَّابِيَّة (อ่านว่า วะฮาบิยะฮฺ wah haa biyah) ซึ่งจะมีความหมายว่า ผู้ที่เลื่อมใสในคำสอนหรือแนวทางตามแบบฉบับของบุคคลที่ชื่อ อับดุลวะฮาบ
    วะฮาบีย์ และ วะฮาบิยะฮฺ อาจจะเทียบได้กับคำในภาษาอังกฤษว่า Wahhabism ด้วยการประสมกันระหว่างคำว่า Wahhab และ suffix (ism) ซึ่งอาจจะมีความหมายว่า ลัทธิวะฮาบีย์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คำว่า วะฮาบีย์ ในภาษาอาหรับเดิมไม่ได้เจาะจงว่าต้องมีความหมายเป็น ลัทธิ เท่านั้น แต่อาจจะมีความหมายว่า ตระกูล เผ่าพันธุ์ หรือมีความหมายเพียงแค่ แนวคิดหรือคำสอน และไม่ถึงกับเป็น ลัทธิหรือนิกาย แต่อย่างใด

    วะฮาบีย์ ในความเข้าใจของสื่อและคนทั่วไป
    dกระแสของคำว่า วะฮาบีย์ กำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่สิบแปด และได้แพร่ขยายอย่างกว้างขวางในสื่อแขนงต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ หลังเหตุโศกนาฏกรรม 11 กันยายน 2001 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางเหตุการณ์วุ่นวายและความรุนแรงที่ผุดขึ้นทั่วโลกตลอดสามปีที่ผ่านมา รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
    เหตุการณ์รุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นของสหัสวรรษใหม่นี้ทำให้ผู้คนในโลกตกอยู่ในภาวะความหวาดระแวง และมุ่งหาสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่ามาจากที่ใด ท้ายที่สุดกลุ่มที่ถูกเรียกว่ามุสลิมหัวรุนแรงได้ถูกโยงให้กลายเป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่สื่อทั้งหลายนำมาตีแผ่แพร่ขยายว่าเป็นต้นตอของเหตุการณ์รุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้น และ วะฮาบีย์ ก็เป็นคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาให้โลดแล่นบนหน้าของสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ทีวี และอินเตอร์เน็ตในฐานะที่เป็น ลัทธิ หรือ แนวคิด ทางศาสนาที่สื่อต่างๆ รายงานและให้ข้อมูลว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและบ่มเพาะกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงทั่วโลก
    วะฮาบีย์ ในความเข้าใจของผู้คนส่วนใหญ่ คือ ลัทธิทางศาสนาอิสลามที่นิยมความรุนแรง ลัทธิหนึ่งซึ่งก่อตั้งโดย มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ที่ถือกำเนิดในคาบสมุทรอาระเบีย และมีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ.1703-1791[2]
    น่าแปลกใจที่จู่ๆ คำว่า วะฮาบีย์ ก็มาเกี่ยวข้องกับ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ นักปราชญ์มุสลิมในศตวรรษที่สิบแปดผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของนักปฏิรูปและนักฟื้นฟูสังคมมุสลิมแห่งยุคสมัย ทั้งๆ ที่เจ้าตัวเองไม่เคยเรียกตัวเองว่า วะฮาบีย์ และไม่เคยแอบอ้างหรือยอมรับว่าได้ก่อตั้งลัทธิใหม่ที่แปลกประหลาดแตกต่างไปจากคำสอนดั้งเดิมของอิสลามแต่ประการใด
    คำว่า วะฮาบีย์ ถ้าพูดกันตามหลักการประสมคำดังที่ได้กล่าวมาแล้วไม่น่าจะถูกต้องถ้าจะเอาไปใช้กับชื่อ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เพราะถ้าต้องการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในเชิงชาติตระกูลหรือความสัมพันธ์ในเชิงของการเลื่อมใสในแนวทางหรือคำสอนของบุคคลนั้น โดยปกติแล้วเราจะใช้ชื่อของบุคคลนั้นมาประสมกันดังที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น
    ข้อสังเกตที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ วะฮาบีย์ เพราะคำว่า วะฮาบีย์ เป็นการประสมคำของคนที่ชื่อ อับดุลวะฮาบ ซึ่งอาจจะหมายถึง บิดาของมุหัมมัดเองหรือคนอื่นก็ได้ ไม่ใช่ชื่อของ มุหัมมัด เอง ในขณะที่บิดาของท่านมิได้มีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อยในการดำเนินการเผยแผ่อิสลามของมุหัมมัด เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคำว่า วะฮาบีย์ ย่อมจะมีความหมายรวมถึงพี่น้องของมุหัมมัดท่านอื่นๆด้วย และถ้าหากต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับแนวทางและคำสอนของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ จริงๆ คำประสมที่ถูกที่สุดควรต้องเป็น มุหัมมะดีย์ ไม่ใช่ วะฮาบีย์ [3] เว้นแต่ว่าการใช้คำว่า วะฮาบีย์ กับ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เป็นการ “ยืมใช้” จากชื่อของผู้อื่นที่ชื่อ อับดุลวะฮาบ ด้วยจุดประสงค์และผลประโยชน์บางอย่างที่แฝงอยู่เบื้องหลัง
    เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ การศึกษาถึงที่มาและต้นตอของ “วะฮาบีย์ ตัวจริง” จึงมีความสำคัญในการอธิบายข้อเท็จจริงต่างๆ ให้ชัดเจน

    ความเป็นมาของ วะฮาบีย์ ตัวจริง
    กลุ่มต่างๆ ในอิสลามได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในช่วงปลายๆ สมัยการปกครองของเคาะลีฟะฮฺ(ผู้นำหลังจากการเสียชีวิตของท่านศาสนทูต)ทั้งสี่ท่าน และได้แตกแขนงแพร่กระจายแนวความคิดต่างๆ จนเข้มแข็งมาถึงยุคสมัยต่อมา[1] กลุ่มแรกที่แตกตัวออกจากแนวทางอิสลามดั้งเดิมคือพวกเคาะวาริจญ์ และพวกชีอะฮฺ นั่นคือในปีฮิจญ์เราะฮฺศักราชที่ 37 [2]
    พวกเคาะวาริจญ์ เป็นกลุ่มที่มีแนวความคิดสุดโต่งกลุ่มหนึ่งโดยถือว่าผู้ทำบาปใหญ่นั้นมีโทษเท่ากับการตกศาสนา และถือว่าอนุญาตให้ฝืนและขัดขืนคำสั่งของผู้ปกครองรัฐ ในภายหลังพวกเคาะวาริจญ์ได้แตกกลุ่มย่อยๆ ออกไปอีกมากมายเช่น พวกอะซาริเกาะฮฺ พวกเศาะฟะริยะฮฺ พวกนัจญ์ดาต และพวกอะบาฎิยะฮฺ [3]
    ในช่วงศตวรรษที่สองแห่งฮิจญ์เราะฮฺศักราช มีกลุ่มที่แตกออกจากพวกเคาะวาริจญ์สายอะบาฎิยะฮฺ อีกกลุ่มหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในแถบอาฟริกาเหนือ ภายใต้การนำของ อับดุลวะฮาบ อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม และเรียกลุ่มของตัวเองว่า “วะฮาบิยะฮฺ” ซึ่งพาดพิงถึงคนผู้นี้ และได้ปกครองดินแดนบางส่วนของอาฟริกาเหนือซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของ “อาณาจักรรุสตุม” (ก่อตั้งเมื่อปี ฮ.ศ. 160 และล่มสลายเมื่อปี ฮ.ศ. 296) บรรดาผู้รู้อิสลามสายสุนนีย์ในแถบนั้นได้มีบทวินิจฉัยเกี่ยวกับกลุ่มคนเหล่านี้ว่าเป็นกลุ่มที่นอกรีตและไม่ได้อยู่ในแนวทางของอิสลามดั้งเดิม[4]
    มีหลักฐานยืนยันถึงการมีจริงของกลุ่ม วะฮาบีย์ ที่ถูกกล่าวถึงนี้ โดยมีระบุอยู่ในงานเขียนหลายเล่มอาทิเช่น
    ดร.อัส-สัยยิด อับดุลอะซีซ สาลิม ระบุในงานเขียนของท่านชื่อ อัล-มัฆริบฺ อัล-กะบีรฺ ว่า ก่อนที่ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม (ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรรุสตุม เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.171) เขาได้สั่งเสียอำนาจการปกครองให้แกนนำผู้ปกครองซึ่งมีทั้งหมดเจ็ดคน ในจำนวนนั้น มี อับดุลวะฮาบ บุตรของเขารวมอยู่ด้วย ต่อมา อับดุลวะฮาบ ได้รับการสถาปนาให้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรแทนบิดา เหตุนี้ได้เป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างเขากับ ยะซีด อิบนุ ฟันดีก หนึ่งในแกนนำทั้งเจ็ดผู้หนึ่ง ในที่สุดกลุ่มอะบาฎิยะฮฺแห่งอาณาจักรรุสตุมนี้ก็ได้แบ่งเป็นสองพวกคือ กลุ่มวะฮาบิยะฮฺ นั่นคือผู้ติดตาม อับดุลวะฮาบ อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ.191) และพวกนักการิยะฮฺ นั่นคือผู้ติดตาม ยะซีด อิบนุ ฟันดีก[5]
    ชาร์ลี อังเดร นักเขียนชาวฝรั่งเศส ในหนังสือของท่าน ตารีฆ อัฟริกียา อัช-ชะมาลิยะฮฺ (ประวัติศาสตร์อัฟริกาเหนือ) ได้สาธยายอย่างยืดยาวเกี่ยวกับอาณาจักรรุสตุมของพวกเคาะวาริจญ์ ท่านได้เรียกคนพวกนี้ว่า วะฮาบิยะฮฺ (ซึ่งพาดพิงถึง อับดุลวะฮาบ อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม) ซึ่งมีแนวความคิดค้านกับแนวความคิดของมุสลิมส่วนใหญ่ที่ยึดในแนวทางของสุนนีย์ [6]
    เฟรดบาล ในหนังสือของท่าน อัลฟิร็อก อัลอิสลามิยะฮฺ ฟี อัลชะมาล อัลอิฟรีกีย์ (มุสลิมกลุ่มต่างในอัฟริกาเหนือ) ได้พูดถึงกลุ่ม วะฮาบีย์ว่า “เป็นกลุ่มเคาะวาริจญ์สายอะบาฎีย์ที่ก่อตั้งโดย อับดุลวะฮาบ อิบนุ อับดุลเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม ซึ่งได้ยกเลิกบัญญัติอิสลามมากมาย และห้ามมิให้มุสลิมทำหัจญ์ เป็นกลุ่มที่ชอบสู้รบกับบรรดาผู้ต่อต้านแนวทางของพวกเขา และเรียกกลุ่มผู้ติดตามแนวทางของอับดุลวะฮาบคนนี้ว่า “วะฮาบียะฮฺ” ที่เรียกเช่นนั้นเพราะอับดุลวะฮาบได้อุตริแนวคิดใหม่ๆที่เบี่ยงเบนจากหลักคำสอนดั้งเดิมของอิสลาม พวกเขาจะเกลียดชังกลุ่มชีอะฮฺมากพอๆกับที่พวกเขาเกลียดชังกลุ่มมุสลิมสายสุนนีย์[7].
    อัซ-ซิริกลีย์ ในหนังสือของท่าน อัล-อะอฺลาม ได้พูดถึงประวัติของอะบาฎิยะฮฺและอาณาจักรรุสตุมว่า อับดุลวะฮาบคนนี้เป็นผู้นำคนที่สองของอาณาจักรรุสตุมของพวกอะบาฎิยะฮฺ ดั้งเดิมแล้วมีตระกูลมาจากเปอร์เซีย เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำหลังจากที่บิดาของเขาเสียชีวิต เป็นผู้นำที่กล้าหาญและออกรบด้วยตัวเอง เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 190 [8]
    ในหนังสือฟิกฮฺ(นิติศาสตร์อิสลาม)ของนักวิชาการที่ยึดตามทัศนะมาลิกีย์ที่ชื่อว่า อัล-มิอฺยารฺ อัล-มะอฺริบ ฟี ฟะตาวี อะฮฺลิ อัล-มัฆริบ[9] แต่งโดย อะหฺมัด อิบนุ มุหัมมัด อัล-วันชะรีสีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 914[10]) ปรากฏมีคนถามเชคอะลี อิบนุ มุหัมมัด อัลละเคาะมีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 487[11]) เกี่ยวกับ วะฮาบีย์ ว่า “มีบัญญัติเช่นไรเกี่ยวกับการละหมาดในมัสญิดที่สร้างโดยพวกวะฮาบีย์?” [12]
    อัลญีฏอลีย์ (หนึ่งในผู้ดำเนินตามแนวคิดของวะฮาบีย์) ได้เล่าจากอับดุลวะฮาบ กล่าวว่า “มีเจ็ดสิบเหตุผลที่อนุญาตให้หลั่งเลือดของแต่ละคน” และอีกรายงานหนึ่งเขากล่าวว่า “ยี่สิบสี่เหตุผลที่อนุญาตให้หลั่งเลือดชาวกิบลัตเดียวกัน(มุสลิม)”[13]
    อัล-มารฺฆีนีย์ (อีกหนึ่งในผู้ดำเนินตามแนวคิดของวะฮาบีย์) เล่าว่า “บรรดาผู้รู้ของเรา(วะฮาบีย์) กล่าวว่า แท้จริงศาสนาที่กลุ่มวะฮาบีย์จากสายอะบาฎีย์ได้ยึดปฏิบัติ เป็นศาสนาของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นศาสนาที่เที่ยงแท้จากอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอิสลาม ผู้ใดเสียชีวิตในสภาพดังกล่าว เขาคือผู้ศรัทธา ณ อัลลอฮฺ...”[14]
    อัล-อีซาบีย์ (อีกหนึ่งในผู้ดำเนินตามแนวคิดของวะฮาบีย์) กล่าวว่า “มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงบันดาลให้สัจธรรมอยู่คู่กับศาสนาหนึ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้นเราขอกล่าวว่า โอ้บรรดากลุ่มวะฮาบีย์สายอะบาฎีย์ ทั้งหลาย สัจธรรมนั้นคือสิ่ง(แนวทาง)ที่เรากำลังดำเนินอยู่ ส่วนความจอมปลอมนั้นคือสิ่ง(แนวทาง)ที่บรรดาคู่อริของเรากำลังดำเนินอยู่ เพราะแท้จริงสัจธรรม ณ อัลลอฮฺ นั้นมีเพียงหนึ่งเดียว และมัซฮับ (สำนักวะฮาบีย์) ของเรา ในด้านศาสนบัญญัติ (ฟุรูอฺ) ถูกต้องและอาจจะมีความผิดพลาดบ้าง ส่วนมัซฮับของคู่อริของเรานั้นผิดพลาดและอาจจะถูกต้องก็ได้”[15]
    จากตัวอย่างที่ยกมาเป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า วะฮาบีย์ ตัวจริงนั้น คือกลุ่มของพวกเคาะวาริจญ์ สายอะบาฎิยะฮฺ[16] กลุ่มหนึ่งที่ปรากฏในประวัติศาสตร์อิสลามช่วงสมัยศตวรรษที่สองแห่ง ฮิจญ์เราะฮฺศักราชในดินแดนแถบอัฟริกาเหนือ ภายใต้การนำของ อับดุลวะฮาบ อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม เป็นกลุ่มที่ถือกำเนิดขึ้นก่อนสมัยของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น วะฮาบีย์ ถึงสิบศตวรรษทีเดียว
    อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับประวัติมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบและสังคมอาหรับในสมัยของท่าน รวมทั้งสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกในสมัยนั้น สามารถให้ความกระจ่างได้ว่า เหตุใด มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ จึงถูกเรียกว่า วะฮาบีย์ ได้ชัดเจนขึ้น

    วะฮาบีย์ กับ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และราชวงศ์ซาอุดี
    ตัวตนของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ
    มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ฮ.ศ.1115-1206 (ค.ศ.1703-1792) เกิดที่เมือง อัล-อุยัยนะฮฺ ไม่ไกลจากนครริยาด เมืองหลวงของประเทศซาอุดิอาระเบียในปัจจุบัน ครอบครัวของท่านเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวผู้รู้ศาสนา ปู่ของท่าน สุลัยมาน อิบนุ อะลี อิบนุ มัชฺร็อฟ เป็นหนึ่งในจำนวนปราชญ์มุสลิมที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนั้นและเป็นผู้ที่เหล่านักแสวงหาความรู้มากมายเลื่อมใสและเป็นสานุศิษย์ บิดาของท่าน อับดุลวะฮาบ อิบนุ สุลัยมาน และน้าชายของท่าน อิบรอฮีม อิบนุ สุลัยมาน รวมทั้งลูกผู้พี่ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ อิบรอฮีม และพี่ชายของท่านเอง สุลัยมาน อิบนุ อับดุลวะฮาบ ล้วนถือได้ว่าเป็น อุละมาอฺ (นักปราชญ์มุสลิม)ซึ่งเป็นที่รู้จักของผู้คนในสมัยนั้น
    ตั้งแต่ยังเยาว์วัย มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดและมีความจำที่ดีเยี่ยม ท่านสามารถท่องจำอัลกุรอานได้หมดตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ ท่านเริ่มเรียนกับบิดาของท่านโดยได้ศึกษาหนังสืออิสลามต่างๆ มากมายตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่ออายุได้ยี่สิบปีท่านได้ออกเดินทางไปศึกษากับผู้รู้ท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน โดยเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปทำ ฮัจญ์ ที่นคร มักกะฮฺ แล้วเดินทางไปยังนคร มะดีนะฮฺ และตั้งหลักมุ่งมั่นหาความรู้ที่นั่นเป็นเวลานานหลายปี
    ในบรรดาผู้เป็นครูของท่านที่มะดีนะฮฺ อาทิ อับดุลลอฮฺ อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ ซัยฟฺ ผู้เป็นครูที่ใกล้ชิดท่านมากที่สุด ท่านยังได้เป็นศิษย์ของ มุหัมมัด หะยาต อัส-สินดีย์ นักปราชญ์ด้าน หะดีษ (ความรู้ว่าด้วยวจนะแห่งท่านศาสนทูต) ที่มีชื่อเสียงในมะดีนะฮฺ
    จากมะดีนะฮฺ ท่านได้เดินทางต่อไปยังเมือง อัล-บัศเราะฮฺ (เมืองบัศรา ในประเทศอิรักปัจจุบัน) และได้เรียนเป็นศิษย์ของ มุหัมมัด อัล-มัจญ์มูอีย์ ผู้ซึ่งประสาทความรู้ด้านหะดีษและภาษาให้กับท่าน[17]

    สภาพสังคมอาหรับในสมัย มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ
    ในตอนต้นของศตวรรษที่ 12 ฮ.ศ. หรือปลายศตวรรษที่ 17 ค.ศ. เป็นยุคที่กงล้อประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิมหมุนย้อนกลับสู่ความอนารยธรรม หลังจากที่เฟื่องฟูอยู่นานภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมานที่มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ตุรกี ถึงแม้ว่าสมัยนั้นยังไม่หมดยุคของออตโตมาน กระนั้นอำนาจของผู้ปกครองชาวเติร์กก็แทบจะไม่เหลือพอที่จะเชิดคอแสดงศักยภาพเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไป
    ในช่วงที่ผู้ปกครองอ่อนแอเช่นนี้ ความตกต่ำในแทบทุกด้านทุกระดับชั้นในสังคมอาหรับและมุสลิมได้กลายเป็นสิ่งที่สลัดทิ้งไม่พ้น เริ่มตั้งแต่เรื่องอำนาจการบริหารปกครอง ความสามัคคีปรองดองของหมู่มุสลิม ศีลธรรมและมนุษยธรรมในสังคม และสิ่งที่ดูจะย่ำแย่ที่สุดคือการดำเนินชีวิตอยู่ในกรอบของศาสนาซึ่งตกต่ำถึงระดับขีดสุด โดยเฉพาะแคว้น อัน-นัจญ์ดฺ ซึ่งเป็นดินแดนบ้านเกิดของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และเป็นหัวใจของคาบสมุทร อาระเบีย อย่างน้อยที่สุดที่พอจะอธิบายได้ก็คือ ชาวนัจญ์ดฺได้ตกต่ำทางศีลธรรมจนเลยเถิด ไม่มีเกณฑ์ความดีความชั่วในสำนึกของพวกเขา จะมีก็แต่ความเชื่องมงายเรื่องการบูชาสิ่งศักดิสิทธิ์จอมปลอมซึ่งขัดกับคำสอนในศาสนาอย่างชัดเจน แต่กลับถูกปลูกฝังอยู่ในใจมายาวนานเป็นศตวรรษ จนกระทั่งผู้คนส่วนใหญ่ได้คิดว่าพิธีกรรมเหล่านั้นคือวิถีทางแห่งศาสนาที่ถูกต้อง และไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจที่จะเลิกปฏิบัติสิ่งที่พวกเขารับมาจากปู่ย่าตายายโดยไม่ได้คำนึงว่าจะถูกผิดหรือไม่เช่นใด
    ผู้คนต่างก็รู้จักการกราบไหว้ขอพรจากสุสาน มีสถูปมากมายผุดขึ้นให้ผู้คนได้ไปเคารพ ความงมงายในเรื่องการบูชาเช่นนี้เป็นสิ่งปกติที่เห็นได้ทั่วไปในสมัยนั้น แม้กระทั่งการบูชาและบนบานต้นไม้เก่าแก่เพื่อขอให้กำเนิดบุตร และยังมีถ้ำบนสุสานอีกแห่งหนึ่งที่เมือง อัด-ดิรฺอิยยะฮฺ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ของการปฏิบัติพิธีกรรม(ด้วยการผิดประเวณี)อันน่าอดสูที่สุด ทั้งหมดนี้ได้ใช้ชื่อของศาสนาเป็นป้าย น่าเสียใจที่เหล่าผู้รู้ทั้งหลายถึงแม้จะมีความรู้ในเรื่อง ศาสนบัญญัติดีเพียงใด แต่จำนวนของพวกเขาเพียงไม่กี่คนไม่มีพลังพอที่จะทำหน้าที่เรียกร้องให้ผู้คนกลับเข้าหาความดีงามของศาสนาและห้ามปรามพวกเขาจากการประพฤติสิ่งผิดบาปเหล่านั้นได้
    นอกจากเรื่องศีลธรรมและศาสนาแล้ว ผู้คนในสังคมยังแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย แต่ละพวกแต่ละเผ่าต่างปกครองกันเอง และคงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใดถ้าหากจะมีการต่อสู้ระหว่างเผ่าเกิดขึ้นให้เห็น [1]

    สู่การฟื้นฟูอิสลามแห่งยุค
    ท่ามกลางสังคมของผู้คนและวิถีทางศาสนาที่ตกต่ำ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ถือกำเนิดและได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่เปี่ยมด้วยบรรยากาศแห่งศาสนาและความรู้ที่บริสุทธิ์ จิตสำนึกอันดีงามที่เกิดขึ้นจากการอบรมสั่งสอนที่ถูกต้อง ได้ผลักดันให้ท่านสังเกตและเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ร่ำเรียนมากับสภาพความเป็นจริงของสังคมที่ท่านเห็น ระหว่างคำสอนแห่งการให้เอกภาพแก่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเอกา กับสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายมอบหมายถวายการบูชาให้ และความงมงายอื่นๆ ที่มีอยู่ดาษดื่นในวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม ผลจากข้อเปรียบเทียบได้ปลุกสำนึกให้เกิดความกล้าที่จะห้ามผู้คนจากการปฏิบัติสิ่งที่ผิด และเกิดความรู้สึกตำหนิเหล่าผู้รู้ที่เห็นความเบี่ยงเบนของสังคมแต่กลับไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น[2]
    มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เริ่มต้นทำงานเพื่อเรียกร้องให้ผู้คนเลิกปฏิบัติสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนาและความงมงายต่างๆ ดังที่กล่าวมาอย่างเป็นจริงเป็นจัง เมื่อกลับไปปักหลักที่ หุร็อยมิลาอฺ เป็นเมืองที่บิดาของท่านย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นั่นซึ่งไม่ไกลจากบ้านเกิดเดิมมากนัก
    ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะต้องเผชิญหน้ากับการเยียวยารักษาศีลธรรมของสังคมที่เน่าเฟะมานานหลายสิบทศวรรษ ในความคิดของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ท่านต้องการที่จะสร้างคุณลักษณะที่ดีงามและความเมตตาในหมู่คนเบดูอิน แทนที่นิสัยก้าวร้าว เหลี่ยมเล่ห์ ลักขโมย ปล้นทรัพย์ ฯลฯ เป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดคือการแก้ไขความเชื่อที่งมงายและนำผู้คนทั้งหลายกลับไปสู่การเคารพพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง ไม่ใช่จมปลักอยู่กับพระเจ้าจอมปลอม สุสานคนตาย และสถูปเจดีย์ ท่านได้เชิญชวนผู้คนสู่การให้เอกภาพแก่พระผู้เป็นเจ้า ท่านได้พยายามด้วยวิธีต่างๆ เพื่อห้ามปรามผู้คนให้เลิกเคารพบูชาสิ่งอื่นซึ่งเป็นการตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้า
    ความพยายามดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดการปฏิเสธและต่อต้านอย่างหนักจากผู้คนทั่วไป แม้กระทั่งบิดาของท่านเองก็ได้เตือนท่านเช่นกัน ด้วยเห็นว่าเป็นงานหนักที่จะต่อสู้กับความเชื่อผิดๆ ที่ฝังลึกอยู่ในชีวิตของผู้คนมากมายเหล่านั้น กระนั้นก็ตามการทำงานของท่านเพื่อเรียกร้องให้ผู้คนกลับสู่วิถีทางแห่งอิสลามอันดั้งเดิมยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ ท่ามกลางอุปสรรค การขัดขวางและการต่อต้านที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ จนในที่สุดผู้คนบางส่วนใน หุร็อยมิลาอฺได้เลื่อมใสและกลายมาเป็นแนวร่วม โดยได้ศึกษาเป็นศิษย์ของท่านและช่วยเหลือในการทำงานเพื่อเรียกร้องผู้คนให้คืนกลับสู่อิสลามอันแท้จริงอีกครั้ง[3]

    ค้นหาผู้อุปถัมภ์และผู้คุ้มครอง
    ในเบื้องต้น การทำงานเพื่อเชิญชวนผู้คนให้หันมาประพฤติตนอยู่ในครรลองของอิสลามอันดั้งเดิมและละทิ้งสิ่งงมงายที่เคยปฏิบัติจนคุ้นชินเป็นไปด้วยความยากลำบาก ในความคิดของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ การทำงานเพื่อเผยแพร่เช่นนี้จะไม่ประสบความสำเร็จท่ามกลางสังคมที่วุ่นวายแตกแยก เพราะแม้กระทั่งใน หุร็อยมิลาอฺเองก็มีสองพวกสองเผ่าที่ต่อสู้กันเพื่อให้ได้มีอำนาจปกครอง ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การทำงานได้ผลคือการรวมเผ่าต่างๆ ในแคว้น อัน-นัจญ์ดฺ ให้เป็นหนึ่ง และไม่มีทางที่งานเผยแพร่จะบรรลุผลถ้าปราศจากการคุ้มครองของผู้ปกครองที่มีอำนาจและคอยอุปถัมภ์อุ้มชู
    ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้มีหนังสือไปยัง อุษมาน อิบนุ มุอัมมัรฺ เจ้าเมือง อัล-อุยัยนะฮฺ โดยได้ชี้แจงถึงหลักการ เตาฮีด (การให้เอกภาพแก่พระผู้เป็นเจ้า)และได้ขอให้ท่านเจ้าเมืองช่วยเหลือในภารกิจของท่าน จนในที่สุดท่านได้ย้ายไปอยู่ที่นั่นโดยได้การต้อนรับอย่างดีจากเจ้าเมือง และมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นหลังจากที่ท่านย้ายมาอยู่ที่ อัล-อุยัยนะฮฺ ชาวเมืองเริ่มตอบรับการเชิญชวนของท่านทีละน้อย สถานที่อันเป็นที่เคารพบูชาของผู้คนอย่างงมงายหลายแห่งถูกทำลายไป มีการออกคำสั่งให้ไปละหมาดที่มัสญิด มีการยกเลิกการเก็บเงินเรี่ยไรต่างๆ โดยให้เก็บเฉพาะเงิน ซะกาต เท่านั้น และได้ลงโทษผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมรับว่าตัวเองผิดประเวณี ความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การอุปถัมภ์ของ อุษมาน อิบนุ มุอัมมัรฺ
    อย่างไรก็ตามในภายหลังได้มีปัญหาเกิดขึ้นนั่นคือ พวกที่ต่อต้านท่านได้นำข่าวที่มีการลงโทษผู้หญิงที่ผิดประเวณีด้วยการขว้างหินไปแพร่กระจายจนถึงหูของ สุลัยมาน อิบนุ อุร็อยอิรฺ เจ้าเมือง อัล-อะหฺสาอฺ ทางตะวันออกของแคว้น อัน-นัจญ์ดฺ และได้ ยุแหย่ให้สุลัยมานขัดขวางมุหัมมัด ด้วยการกล่าวหาว่า มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ กำลังจะทำลายอิสรภาพของท่านเจ้าเมือง การ ยุแหย่นี้ได้ผลเพราะสุลัยมานได้ส่งสารไปยัง อุษมาน อิบนุ มุอัมมัรฺ ว่า
    “แท้จริงโต๊ะครูที่อยู่กับท่านคนนั้น ได้ทำโน่นทำนี่ ... จงฆ่าเขาเสีย ถ้าท่านไม่ทำ เราจะไม่ส่งภาษีบรรณาการของเราจาก อัล-อะหฺสาอฺ ไปให้ท่านอีกต่อไป”
    เพราะชาวเมือง อัล-อะหฺสาอฺ จะส่งบรรณาการจำนวนหนึ่งพันสองร้อยดีนารฺ ไปให้อุษมาน อิบนุ มุอัมมัรฺ เป็นประจำทุกปี พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก
    มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ได้พยายามหลายครั้งเพื่อทำให้ อุษมาน อิบนุ มุอัมมัรฺ มั่นใจในความช่วยเหลือของพระผู้เป็นเจ้าและอดทนกับคำขู่ของ สุลัยมาน แต่ดูเหมือนคำพูดต่างๆ ของท่านไม่เป็นผล เพราะในที่สุดเจ้าเมือง อัล-อุยัยนะฮฺ ได้กล่าวกับท่านว่า
    “แท้จริง สุลัยมาน ได้สั่งให้เราฆ่าท่าน เราไม่สามารถต้านทานความโกรธและฝืนคำสั่งของเขาได้ เพราะเราไม่มีกำลังพอที่จะทำสงครามกับเขา กระนั้นมันไม่เป็นสิ่งที่ดีและไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่เราจะฆ่าท่านในเมืองของเราเช่นนี้ ดังนั้นตัวท่านจงไปเถิดและจงทิ้งเมืองของเราเสีย” [4]

    ความช่วยเหลือของ มุหัมมัด อิบนุ สุอูด
    หลังจากออกจาก อัล-อุยัยนะฮฺ ท่านได้เดินทางไปยัง อัด-ดิรอิยะฮฺ โดยได้พำนักอยู่ที่บ้านของศิษย์ท่าน อะหฺมัด อิบนุ สุวัยลิม แต่ครั้งเมื่อ มุหัมมัด อิบนุ สุอูด เจ้าเมือง อัด-ดิรอิยะฮฺ ทราบข่าวว่าท่านมาถึงที่นี่จึงได้ไปหาท่านเองถึงที่พัก พร้อมกับน้องของท่านสองคนคือ มะชารีย์ และ ซุนัยยาน ด้วยอุปนิสัยที่รักในความรู้และชมชอบอุละมาอฺ มุหัมมัด อิบนุ สุอูด จึงได้ต้อนรับมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ยกย่องให้เกียรติท่านเป็นอย่างดี
    มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ได้เสนอและกล่าวเทศนาถึงหลักศาสนาต่างๆ ที่ท่านเผยแพร่นั่นคือ ความหมายของคำปฏิญาณตนของผู้เป็นมุสลิม ภาระหน้าที่ในการสนับสนุนความดีและยับยั้งความชั่ว รวมถึงการ ญิฮาด[5] ในหนทางของอัลลอฮฺ เป็นผลให้ มุหัมมัด อิบนุ สุอูด ยอมรับและได้กล่าวแก่ท่านว่า
    “ท่านผู้อาวุโส แท้จริงแล้วนี่คือศาสนาของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ โดยไม่ต้องสงสัยอีกเลย และจงเชื่อมั่นเถิดว่าเราจะช่วยท่านในสิ่งที่ท่านสั่งและการญิฮาดกับผู้คนที่ฝ่าฝืนการให้เอกภาพแก่พระผู้เป็นเจ้า แต่ว่าเราต้องการเงื่อนไขสองประการนั่นคือ หนึ่ง เมื่อเราได้ลุกขึ้นมาช่วยท่านด้วยการญิฮาดในหนทางแห่งอัลลอฮฺ แล้วพระองค์ก็เปิดดินแดนต่างๆ ให้ เรากลัวว่าท่านจะจากเราและไปหาผู้อื่น สอง ในเมืองนี้เรามีกฎอยู่ข้อหนึ่งที่เราใช้เก็บภาษีเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เรากลัวว่าท่านจะกล่าวกับเราว่าอย่าได้เอาอะไรไปจากพวกเขา”
    ท่าน มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ จึงได้กล่าวตอบว่า
    “ประการแรกที่ท่านกล่าวนั้น จงเอามือของท่านมา เพราะเราสัญญาว่าจะอยู่กับท่าน และร่วมเป็นร่วมตายกับท่าน ส่วนประการที่สองนั้น เราหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงเปิดดินแดนต่างๆ ให้และพระองค์จะทรงทดแทนท่านด้วยทรัพย์สินจากการญิฮาดซึ่งดีกว่าที่ท่านร้องขอ”
    เมื่อนั้น มุหัมมัด อิบนุ สุอูด จึงได้จับมือให้สัญญากับท่านว่าจะให้ความช่วยเหลือในภารกิจการเผยแพร่เชิญชวน และได้แสดงความพร้อมที่จะปฏิบัติตามแนวทางของอัลกุรอานและวิถีทางของท่านศาสนทูต อันเป็นหลักคำสอนของอิสลามอันดั้งเดิม นับแต่นั้นมาผู้คนในเมือง อัด-ดิรอิยะฮฺ จึงได้หลั่งไหลมาศึกษาอิสลามกับ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ไม่เว้นแม้แต่บรรดาศิษย์และญาติมิตรของท่านจากเมือง อัล-อุยัยนะฮฺ ของอุษมาน อิบนุ มุอัมมัรฺ [6]


    การแพร่ขยายและการต่อต้าน
    ด้วยฐานความช่วยเหลือที่มั่นคงใน อัด-ดิรอิยะฮฺ ทำให้การเผยแพร่ของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากทั่วเมืองในแคว้น อัน-นัจญ์ดฺ ต่างเดินทางมาเพื่อศึกษากับท่าน และได้ร่วมนำคำสอนที่ศึกษามาไปเผยแพร่จนเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวาง การขยายตัวของการเผยแพร่ทำให้เกิดปฏิกิริยาทั้งตอบรับและต่อต้านจากผู้คนในหลายเมือง มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เองได้ส่งหนังสือไปยังเจ้าเมืองต่างๆ รวมทั้งบรรดาอุละมาอฺทั้งหลายเพื่อชี้แจงให้เห็นถึงสิ่งที่ท่านได้เชิญชวนและเรียกร้องให้ตอบรับการเชิญชวนของท่าน ผลที่ได้รับกลับมาส่วนใหญ่เป็นเสียงเหยียดหยันและกล่าวหาว่าร้ายต่างๆ นานา การต่อต้านมิได้จำกัดเฉพาะที่ตัวของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบเองเท่านั้น แต่ยังรวมทั้งบรรดาศิษย์ของท่าน และชาวเมือง อัด-ดิรอิยะฮฺ อีกด้วย
    ดะฮฺฮาม อิบนุ เดาวาส ซึ่งปกครองเมืองริยาด ได้ทำร้ายและย่ำยีบรรดาลูกศิษย์ของท่านโดยไม่มีความผิด นอกเสียจากเพราะพวกเขาเป็นผู้เลื่อมใสและยอมรับการเชิญชวนของท่านเท่านั้น เหตุการณ์นี้เป็นชนวนให้เกิดการลุกขึ้นมาต่อสู้กับริยาด โดยสงครามได้ดำเนินอยู่นานหลายปีจนกระทั่ง ดะฮฺฮาม ได้หลบหนีออกจากริยาด จนในที่สุดริยาดจึงได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของครอบครัวมุหัมมัม อิบนุ สุอูด ผู้ซึ่งเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ซาอุดีนั่นเอง

    วะฮาบีย์ วาทกรรมแห่งการสร้างความหวาดกลัว
    ดังที่ได้อธิบายมาแล้วในตอนต้นว่า ดั้งเดิมของคำว่า วะฮาบีย์ นั้นเป็นสมญานามของ อับดุลวะฮาบ อิบนุ อับดุรเราะหฺมาน อิบนุ รุสตุม ผู้นำแห่งอาณาจักรรุสตุม ผู้มีแนวความคิดเป็นเคาะวาริจญ์ สายอะบาฎิยะฮฺ เป็นกลุ่มที่นักวิชาการมุสลิมต่างเห็นพ้องว่ามีแนวความคิดบิดเบือนและนอกรีตจากคำสอนของอิสลามอันดั้งเดิม
    ส่วนคำว่า วะฮาบีย์ ที่ผุดขึ้นมาพร้อมๆ กับการขยายตัวของการเชิญชวนของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และการขยายอาณาเขตของราชวงศ์ซาอุดีนั้นเป็นคำที่ถูก “ยืมใช้” โดยฝ่ายต่อต้านการเชิญชวนของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ โดยได้นำมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกล่าวหาใส่ร้ายและสร้างความหวาดระแวงให้กับผู้คนทั่วไป และเป็นคำที่ถูกใช้ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของประวัติศาสตร์การเผยแพร่ของสานุศิษย์มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และการรวมดินแดนให้เป็นหนึ่งของราชวงศ์ซาอุดี
    ดังนั้น คำว่า วะฮาบีย์ และ วะฮาบิยะฮฺ จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ชัดเจนที่สุดที่ผู้ต่อต้านซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามพยายามป้ายสีให้แก่มุหัมมัด อิบนุอับดุลวะฮาบ เพื่อที่จะให้เห็นว่า เป็นลัทธินอกรีตนิยมความรุนแรง และไม่ได้อยู่ในคำสอนของศาสนาอิสลาม ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทั้งอังกฤษ อียิปต์ และตุรกี ต่างได้ตั้งให้คำว่า วะฮาบีย์ เป็น “เงาที่น่ากลัว” เพื่อสร้างภาพที่เลวร้ายให้กับราชวงศ์ซาอุดี
    สำหรับพวกยุโรปตะวันตกแล้ว เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของตนต้องเสี่ยงอันตราย ทุกครั้งที่มีขบวนการฟื้นฟูอิสลามเกิดขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่ง พวกเขาก็มักจะโยงไปที่ วะฮาบีย์ ถึงแม้จะว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยก็ตาม ขบวนการ สานุสซี่ ในโมร็อคโคซึ่งมีแนวทางที่แตกต่างกับแนวทางของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ก็ถูกเรียกว่าเป็นผลพวงของวะฮาบีย์[1]
    การตั้งชื่อเรียกแนวทางการเชิญชวนของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ว่า วะฮาบีย์ เป็นการเรียกที่ผิดและจงใจมีเจตนาเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คน การเรียกเช่นนี้เป็นสิ่งที่แปลกมากเพราะ คำว่า วะฮาบีย์ นั้นเป็นคำที่ได้จากการประสมกันของชื่อ อับดุลวะฮาบ ซึ่งเป็นบิดาของท่าน ทางที่ถูกต้องชื่อที่จะใช้เรียก มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ น่าจะต้องเป็น มุหัมมะดีย์ แต่ที่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นด้วยมีเงื่อนงำทางการเมืองที่ต้องการสร้างภาพที่สกปรกเลวร้ายให้กับมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เพราะถ้าใช้ชื่อ มุหัมมะดีย์ แล้ว ภาพที่ออกมาจะเป็นสิ่งที่ดีงามและสะอาด เพราะไปพ้องกับชื่อของท่าน ศาสนทูตมุหัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)นั่นเอง[2]
    เป็นที่น่าสังเกตว่าบรรดาสานุศิษย์ของท่านมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ตลอดจนผู้เลื่อมใสในคำสอนของท่านรุ่นหลังๆ ไม่มีผู้ใดที่เรียกตัวเองว่า วะฮาบีย์ เนื่องจากเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นโดยฝ่ายต่อต้าน และมักจะนำมาใช้ในเชิงลบเป็นส่วนใหญ่ แต่จะเรียกกลุ่มของตนว่ากลุ่ม สะลาฟียะฮฺ (Salafiah) หรือ สะละฟียูน (Salafiyoon) แปลว่า กลุ่มที่ยึดมั่นในแนวคิดดั้งเดิมของอิสลาม หรือบางทีเรียกกลุ่มของตนว่า มุวะหิดูน (Muwahidoon) แปลว่า กลุ่มผู้ยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮ[3]
    นอกจากนี้เรายังพบว่า นักเขียนชาวยุโรปบางท่านที่มีชีวิตร่วมสมัยกับ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เองก็ไม่ได้เรียกท่านว่า วะฮาบีย์ แต่กลับเรียกว่าแนวทางของท่านในตอนท้ายว่า มุหัมมะดิยะฮฺ (Muhammaden) [4] มีความเห็นจากนักวิชาการบางท่านว่านักเขียนยุโรปคนแรกที่เรียกกลุ่มของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ว่า วะฮาบีย์ คือเจ้าของหนังสือ (Histoire Des Wahbis) เมื่อปี ค.ศ. 1810 ซึ่งตรงกับ ฮ.ศ. 1225 [5] คือหลังจากที่มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 19 ปี ในขณะเดียวกันยังมีความเห็นอื่นอีกว่า ผู้ที่เริ่มใช้คำว่า วะฮาบีย์ คือผู้ปกครองแห่งอาณาจักรออตโตมาน นั่นคือหลังจากที่เห็นกระแสการฟื้นฟูได้แพร่สะพัดไปทั่วคาบสมุทรอาหรับ ทำให้อำนาจการปกครองของอาณาจักรออตโตมานเสื่อมถอย จึงได้หาวิธีการขจัดขบวนการฟื้นฟูดังกล่าวโดยการกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มลัทธินอกรีตด้วยการตั้งชื่อให้เป็น วะฮาบีย์ [6]
    ผู้ที่ได้ประโยชน์และมักใช้คำว่า วะฮาบีย์ เป็นเครื่องมือในการกล่าวหาใส่ร้ายอาจจะแบ่งได้สองพวกคือ
    -พวกที่หนึ่ง พวกที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านแนวทางการเผยแพร่ของมุมัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ซึ่งมีหลายกลุ่มทั้งพวกซูฟีย์ พวกมุตะกัลลิมีน[7] พวกที่เคารพสุสานคนตาย สถูปศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ พวกที่เคยได้รับผลประโยชน์จากการมอมเมาผู้คนด้วยพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ซึ่งรวมถึงกลุ่มชีอะห์บางพวกซึ่งให้ความสำคัญกับการเคารพสุสานบรรดาวะลีของพวกเขา[8]
    -พวกที่สอง บรรดาคู่ปรับทางการเมืองของราชวงศ์ซาอุดี ซึ่งมีทั้งพวกเติร์ก พวกอียิปต์ รวมถึงเหล่าประเทศนักล่าอาณานิคมของยุโรปตะวันตกที่ต้องการเข้ายึดครองทรัพยากรน้ำมันอันมหาศาลในคาบสมุทร อาระเบีย ซึ่งอาศัยคำว่า วะฮาบีย์ เป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกระหว่างพวกอาหรับด้วยกัน ตามวิธีการที่เรียกกันว่า “แยกแล้วปกครอง” คำว่า วะฮาบีย์ จึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า “ศัพท์ทางการเมือง” ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังการกล่าวหาใส่ความ
    ปัจจุบัน คำว่า วะฮาบีย์ กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในสื่อต่างๆ ทั่วโลก หลังจากที่เกิดความรุนแรงต่อเนื่องหลายเหตุการณ์นับตั้งแต่วินาศกรรมตึกคู่เวิรล์เทรดเมื่อสามปีที่แล้ว จนถึงบัดนี้ฉายา วะฮาบีย์ นับว่าเป็นเครื่องมือที่ยังคงใช้ได้ผลสำหรับวาทกรรมในการสร้างความหวาดระแวงของอเมริกาและสื่อตะวันตกที่ต้องการสร้างภาพพจน์อันเลวร้ายให้แก่มุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการทำ “สงครามกับการก่อการร้าย” ในยุคสมัยนี้
    การใช้วิธีเช่นนี้คงไม่ใช่สิ่งผิดปกติแต่อย่างใด ณ เวลาปัจจุบัน เพราะเป็นเวลานานมาแล้วที่คนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจการสร้างวาทกรรมว่า ศาสนาอิสลาม ชาวอาหรับ หรือมุสลิมเป็นศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่มีความรุนแรงและคลั่งศาสนา ภาพพจน์เหล่านี้ถูกสร้างโดยเครื่องทางวัฒนธรรม/วิชาการทุกอย่างของตะวันตกอย่างเป็นเครือข่ายยาวนานจนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง[9] วะฮาบีย์ ก็เป็นเพียงอีกคำหนึ่งในกระบวนการของวาทกรรมนี้เท่านั้นเอง
    อย่างไรก็ตาม การศึกษาถึงแนวคำสอนของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ที่บรรดาสานุศิษย์และผู้เลื่อมใสยึดปฏิบัติกันมาจะเป็นบทพิสูจน์เนื้อแท้ของแนวทางที่ถูกกล่าวหานี้ว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร

    แนวคำสอนของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ
    ไม่เป็นการยุติธรรมที่จะพูดถึง มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และบรรดาผู้ที่เลื่อมใสในตัวท่าน หรือที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นพวก วะฮาบีย์ ในเชิงกล่าวหาว่าเป็นลัทธิสุดโต่งหรือมีแนวความคิดรุนแรงเช่นที่สื่อได้ตีความและพยายามทำให้คนทั่วไปเข้าใจเช่นนั้น โดยไม่ได้ศึกษาถึงแนวคำสอนของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และบรรดาสานุศิษย์ รวมถึงผู้เลื่อมใสในคำสอนของท่าน จากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิซึ่งมีปรากฏให้เห็นอย่างมากมาย ตั้งแต่งานเขียนและฟัตวา(บทวินิจฉัยศาสนบัญญัติ)ของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ เอง รวมไปถึงงานเขียนและฟัตวาของผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคำสอนของท่านในบรรดานักปราชญ์มุสลิมสมัยปัจจุบัน
    การศึกษาแนวคำสอนต่างๆ ของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ และบรรดาสานุศิษย์ผู้เลื่อมใสโดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับแนวความคิดการใช้ความรุนแรง มีความสำคัญที่จะอธิบายถึงข้อเท็จจริงและเป็นการพิสูจน์ว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจหรือไม่เช่นไร

    แนวคำสอนโดยรวมของ มุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ
    สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่ผู้ต่อต้านนำมาใช้กับ วะฮาบีย์ (ที่พาดพิงถึงมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ)ก็คือการกล่าวหาว่าเป็นลัทธินอกรีต เป็นคำสอนใหม่ที่อยู่นอกกรอบของศาสนาอิสลาม[10] การใส่ร้ายเช่นนี้เป็นการกล่าวหาเพียงลมปาก เพราะปราศจากข้อยืนยันที่หนักแน่น ในทางกลับกันการศึกษาแนวคำสอนของ วะฮาบีย์ ผู้ถูกกล่าวอ้างจะได้ผลลัพธ์ออกมาในทางตรงกันข้ามกับข้อกล่าวหาอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้าผู้ใดได้ศึกษาอย่างถี่ถ้วนและเป็นกลางเกี่ยวกับงานเขียนของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ จะพบว่าแนวทางและหลักการเชิญชวนของท่านไม่ได้เบี่ยงเบนออกจากแนวทางของบรรดาอุละมาอฺอิสลามท่านอื่นๆแต่อย่างใด สาระที่เด่นชัดในเนื้อหาของการเผยแพร่ของท่านคือ
    - เน้นในการเรียกร้องสู่เตาฮีด(การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้า)
    - ต่อต้านการอธิบายศาสนาด้วยเหตุผลทางตรรกวิทยา (อิลมุ อัลกะลาม) และเรียกร้องให้มุสลิมยึดปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอานและสุนนะฮฺเท่านั้น
    - ยึดแนวทางในการอธิบายอัลกุรอานและวจนะของท่านศาสนทูตตามวิธีการของบรรดาผู้รู้ ชาวสะลัฟศอลิหฺเป็นหลักในการเผยแพร่
    - ยึดหลักแนวความคิดด้านนิติศาสตร์(ฟิกฮฺ)ตามมัซฮับหันบะลีย์โดยอาศัยหลักฐานเป็นสำคัญ
    - ต่อต้านและปฏิเสธอุตริกรรมและความเชื่องมงายต่างๆ ในศาสนา และเรียกร้องให้มวลมุสลิมกลับคืนสู่ความเข้าใจดั้งเดิมของอิสลามตามแบบฉบับของบรรพชนมุสลิมรุ่นแรก[11]
    ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาของนักวิชาการบางท่านที่กล่าวถึง แนวทางการเชิญชวน ของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ อับดุลเราะหฺมาน อัล-รุวัยชิด
    “แนวทางของวะฮาบีย์ที่เป็นสะละฟีย์ (หมายถึงแนวทางของมุหัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ) มิใช่เป็นศาสนาใหม่ หรือมัซฮับใหม่ที่อุตริและเบี่ยงเบน ดังที่บรรดาศัตรูของท่านได้ตีแผ่ แต่ทว่ามันเป็นผลพวงจากความพยายามที่บริสุทธิ์ใจเพื่อเรียกร้องให้กลับคืนสู่แบบอย่างแห่งความเรียบง่ายของอิสลามและกลับคืนสู่ต้นกำเนิดแห่งบัญญัติอิสลามที่แท้จริง”[12]

    http://www.iqraonline.org/thai/index.php?option=com_content&task=view&id=38&Itemid=146 /Sunday, 02 April 2006